การจัดสวน

นางสาว ดวงนารี สร้อยทองหลาง ชั้นม. 5/9 เลขที่ 33 โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม ปีการศึกษา 2554

จัดสวนหย่อนหน้าบ้าน

รูปภาพ จัดสวนหน้าบ้าน จัดสวนหย่อมเพื่อความร่มรื่น

แสดงความคิดเห็น »

จัดสวนดอกตะแบก

ตะแบก
Cananga

Cananga odorata.

ANNONACEAE

ตะแบกเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางและใหญ่ลำต้นสูงประมาณ10-25 เมตรโคนต้นเป็นพูเป็นเหลี่ยมยิวเปลือกมีสีเทาปนน้ำ
ตาลอ่อนผิวเปลือกค่อนข้างเรียบมีรอยขรุขระเป็นหลุมตื้นๆเกิดสะเก็ดเป็นแผ่นบางๆมี่เปลือกใบเป็นใบเดี่ยวออกตามกิ่งก้าน
ปลายยอดลักษณะใบมนขอบขนาน เนื้อใบหนา ผิวเกลี้ยงเรียบเป็นมัน ขนาดใบกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ
10-14 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อยาว ลักษณะดอกมีกลีบรอบดอกเป็นรูปถ้วยเชื่อมติดกับดอก มีกลีบดอกประมาณ 5-7 กลีบ ริมขอบกลีบจะย่นบาง ดอกมีสีม่วงอ่อน ขนาดผลยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรผลเมื่อแก่จะแตกเป็นเสี้ยว6เสี้ยวภายในผลมี
เมล็ดเล็ก ๆ

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นนะแบกไว้ประจำบ้านจะทำให้มีฐานะสูงขึ้น และมีความมั่นคง แข็งแรง เพราะ แบก คือ
การแบกไว้ไม่ให้ตกสามารถยกขึ้นไว้ให้สูงไม่ให้ตกต่ำดังนั้นจึงมีแรงมากบางคนก็เรียกต้องตะแบกว่าเสลาหมายถึงความแข็ง
แรงแข็งแกร่งเหมือนกับหินนอกจากนี้ยังมีคนโบราณเรียกต้นตะแบกว่าอินทนิลซึ่งมีความหมายว่าพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ใน
สวรรค์ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์มากซึ่งช่วยคุ้มครองปวงชนทั้งโลก ดังนั้นต้นตะแบกจึงเป็นไม้มงคลนาม
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นตะแบกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์เพราะโบราณ
เชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือและเป็น
ผู้ที่ประกอบคุณงามความดี ก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
นิยมปลูกลงในแปลงปลูก เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก :
ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดิน ถ้าปลูกบริเวณบ้านหรืออาคาร ควรให้มีระยะห่างที่เหมาะสมเพราะตะแบกเป็นต้นไม้ที่ทรงพุ่มโต
แสง                          ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

ดิน                           ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลางถึงสูง

ปุ๋ย                          ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2 : 3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4 – 5 ครั้ง ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15 – 15 – 15
อัตรา 200 – 300 กรับ / ต้น ใส่ปีละ 3 – 4 ครั้ง

การขยายพันธ์         การเพาะเมล็ด

โรค                           ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร

ศัตรู                         หนอนเจาะลำต้น 

อาการ                 ส่วนยอดอ่อนถูกเจาะเป็นรู ทำให้ส่วนยอด เหี่ยวแห้งและหักในที่สุด

การป้องกัน              รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูกและทรงพุ่ม

การกำจัด                 ใช้ยาโมโนโครฟอส (Monocratohos) 

แสดงความคิดเห็น »

จัดสวนดอกเบจมาศวังน้ำเขียว

วังน้ำเขียว เตรียมจัดงานเบญจมาศบานในม่านหมอก


  • Share

อ.วังน้ำเขียว เตรียมจัดงานเบญจมาศบานในม่านหมอก ครั้งที่ 10 นาน 10 วัน นำเบญจมาศกว่า 30 ชนิด มากกว่า 100 แปลง อวดโฉมดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจวังน้ำเขียวหลังซบเซา

นครราชสีมา – วานนี้ (17 ธ.ค. 54) นายจงกล สระเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เดินตรวจสอบการเตรียมงานภายในสถานที่จัดงานดอกเบญจมาศบานในม่านหมอกครั้งที่ 10 ประจำปี 2555 ซึ่งมีกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2555 เพื่อกระตุ้นสภาวะการท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวของอำเภอวังน้ำเขียว  โดยสถานที่ที่ใช้ในการจัดงานยังคงเป็นพื้นที่กว่า 40 ไร่  ตั้งอยู่รอบที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว และขณะนี้ความพร้อมของงานในส่วนของสวนจัดแสดงดอกเบญจมาศและสวนสาทิตการเกษตรได้เริ่มมีการปรับหน้าดินและปรับแปลงปลูกดอกเบญจมาศขนาดใหญ่ กว่า 100 แปลง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะข้ามาเที่ยวชมความงดงามของสวนดอกเบญจมาศที่มีอยู่ภายในงานกว่า 30 ชนิด อีกทั้งยังได้ปรับปรุงจุดร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อปที่จะมีการนำสินค้าขึ้นชื้อของแต่ละหมู่บ้านในตำบลไทยสามัคคีมาจัดแสดงและผักปลอดสารพิษที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อแบบตัดออกจากแปลงเพาะปลูกได้สดๆ ก็มีไว้จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมภายในงาน

นายจงกล สระเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา  กล่าวว่า การจัดงานดอกเบญมาศบานในม่านหมอกนั้น ทางองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ได้ร่วมมือกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้เป็นการจัดงานปีที่ 10แล้ว โดยจังตั้งแต่วันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นระยะเวลาทั้งหมด 10 วัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยวของ อ.วังน้ำเขียว ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ แดนอีสาน มีโอโซนบริสุทธิ์เป็นอันดับ 7 ของโลก ซึ่งในการจัดงานทุกครั้งก็จะได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมของประเทศ เพื่อมาชมความงามของดอกเบญจมาศที่มีความสวยงาม ตระการตา และสัมผัสกับบรรยากาศที่สุดพิเศษในช่วงหน้าหนาว ซึ่งในปีนี้ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ได้จัดเตรียมพื้นที่จัดงานไว้จำนวน 40 ไร่ และจะเป็นส่วนของงานออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ประกอบด้วยสวนเบญจมาศ ซึ่งจะมีการนำดอกเบญจมาศกว่า 30 ชนิดมาปลูกไว้จำนวน 10 ไร่ กว่า 100 แปลง ซึ่งในปีนี้ดอกเบญจมาศทยอยออกดอกตามมาเป็นระยะๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวยังสามารถดูได้ทั้งเดือน และจะให้ทยอยบานไปจนสิ้นสุดฤดูหนาว เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่พลาดโอกาสในช่วงการจัดงานได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสความงามได้ตลอดช่วงฤดูหนาว, ส่วนต่อมาเป็นแปลงสาทิตการปลูกผักไร้สารพิษ ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , ส่วนการจัดแสดงสวนหย่อม และสุดท้ายจะเป็นร้านจำหน่ายและจัดแสดงสินค้าโอท็อป ซึ่งเป็นผลผลิตที่ขึ้นชื่อของ 11 หมู่บ้านใน ต.ไทยสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นพุทราน้ำนม  ดอกเบญจมาศ  ผักปลอดสารพิษ เห็ดชนิดต่างๆ องุ่น ฯลฯ ซึ่งเกษตรกรจะนำผลผลิตเหล่านี้มาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งงาน

นายจงกลฯ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวของการจะเข้ามาทุบรีสอร์ทและบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว นั้น ตนเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวชมงานเบญจมาศบานในม่านหมอกในครั้งนี้มีปริมาณเล็กน้อย เพราะตนเชื่อว่าหากประชาชนที่เข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และประชาชนที่เคยมาเที่ยวชมงานเบญจมาศบานในม่านหมอกเมื่อปีที่ผ่านมาก็จะต้องเดินทางกลับมาเที่ยมชมความงดงานของดอกไม้นานชนิดๆอย่างแน่นอน โดยการจัดงานดอกเบญมาศบานในทุกๆปีจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงจัดงานปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน ทำให้ อ.วังน้ำเขียวมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในส่วนของสินค้าชุมชน รีสอร์ทที่พัก ร้านอาหารประมาณ 20 – 30 ล้านบาทต่อการจัดงาน 1 ครั้ง แต่ในปีนี้เนื่องจากว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นประกอบกับ อ.วังน้ำเขียวได้มีการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหลายงานในพื้นที่จึงทำให้เชื่อว่าการจัดงานในครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉพาะช่วงจัดงานน่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความงามของดอกเบญจมาศที่ตำบลไทยสามัคคีไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนคน จะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท และตลอดช่วงฤดูหนาวคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนซึ่งจะทำให้อำเภอวังน้ำเขียวมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทเลยทีเดียว นายจงกลฯ กล่าว

ข่าวที่ผ่านมา

แสดงความคิดเห็น »

สวนนงนุช

สวนนงนุชพัทยา เปิดเป็นทางการในปีพ.ศ 2522 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาประมาณ 6 ปีให้หลัง
คุณ.นงนุช ก็ได้มอบงาน
บริหารให้กับลูกชายคุณ.กัมพล ตันสัจจา เป็นผู้ดูแลต่อไปส่วนตัวคุณ.นงนุช
เองก็ยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก โดยในขณะนี้ได้มีการ ” จัดสวนเพื่อให้คนมาเที่ยว “ ที่ทำคล้ายกับที่สวน
นงนุชพัทยา แห่งนี้เพิ่มขึ้นมาอีกสองที่ได้แก่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี และที่สวนผลไม้ที่จังหวัดเชียงราย
ในปัจจุบัน..สวนนงนุชพัทยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับแนวหน้ามีผู้เข้าเยี่ยมชมประมาณวันละ
2,000 คนเพราะสวนนงนุชเองมีการปรับปรุงและพัฒนารูปแบบของสวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ที่เข้า
มาเยี่ยมชมรู้สึกประทับใจในความงดงามของสวนสวยแห่งนี้   ในปัจจุบันสวนนงนุชนอกจากที่จะจัด
ทำสวนแบบสวยงามเพื่อให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมแล้ว  ยังมีการจัดแสดงโชว์ภายในโรงละครและมีการ
แสดงของช้างแสนรู้ รวมถึงการให้บริการที่พักและสถานที่ใช้ในการจัดสัมนาหรือจะทำการฝึกอบรม
กิจกรรมต่างๆ ได้อย่างพร้อมสรรพ
ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาสวนนงนุชพัทยา เคยได้รับรางวัลต่างๆอาทิ
เช่นได้รับ มาตรฐานปาง (แค้มป์) ช้างประเทศไทยจากกรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี
พ.ศ 2546-พ.ศ 2548        รางวัลนี้ให้ในองค์ประกอบหลายอย่างอาทิเช่น ช้างและควาญมีสุขภาพที่
สมบูรณ์มีการดูแลเอาใจใส่ได้รับการตรวจรักษาที่ครบถ้วนจากผู้ดูแล และสวนนงนุชยังได้รับรางวัล
” กินรีเงิน “ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการนันทนาการ ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย.
ขับรถจากปากทาง  เข้ามาด้านใน
ขอรายละเอียดหรือติดต่อสอบถาม  ได้ที่ประชาสัมพันธ์

 

มีเพื่อนหลายท่านเคยมาเล่าให้ฟังว่า…..
”  ส ว น น ง นุ ช เ ปี๋ ย น ไ ป๋  “
เราได้แต่พยักหน้างึกๆนึกในใจว่ามันก็คงเหมือนเดิม
แหละว้า. หลายคนพูดซะจนเราเองก็ลังเลและนึกใน
ใจว่ามันคงต้องมีอะไรจริงๆไม่เช่นนั้น   คงไม่มีหลาย
คนมาทักทายบอกกล่าวเช่นนี้ แล้วอีกอย่างนึงเราก็
ไม่ได้ไปเยี่ยมชมสวนนงนุชมาปีกว่าๆแล้ว น่าจะเข้า
ไปเที่ยวดูซักครั้ง ว่าแล้วเราก็เริ่มเตรียมตัววางแผน
การเดินทางเพื่อไปเที่ยวสวนนงนุชกันทันที…
เรามาถึงสวนนงนุช ตอนประมาณ 9 โมงเช้าที่นี่
ค่าบัตรเข้าชมสวนผู้ใหญ่ 100 บาทเด็ก 50 บาท
ถ้าหากชมสวนด้วยชมการแสดงด้วยผู้ใหญ่ 300
บาทและเด็กจะราคา 150 บาท    เมื่อเราจ่ายค่า
บัตรผ่านประตูมาแล้วเราก็แวะที่ประชาสัมพันธ์
เพื่อรับแผนที่และตารางของการแสดงโชว์
อธิบายนิดนึงครับ อันที่จริงสวนนงนุชมีจุดที่สามารถเที่ยวชมธรรมชาติต่างๆ ภายในสวนนงนุชมากเกือบ 60 จุดหากเพื่อนๆเข้ามาในสวนนงนุชแนะนำให้มารับ
แผนที่หรือคำอธิบายต่างๆที่ท่านสงสัยที่เคาวน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ตึกประชาสัมพันธ์ด้านในถัดจากจุดจำหน่ายบัตรมาไม่ไกล สอบถามสาวๆที่นี่ดูได้นะครับและ
สัตหีบบีชนำท่านไปเที่ยว 5 จุดตามที่ทำสัญลักษณ์ไว้ในแผนที่เป็นวงกลมสีน้ำเงินตัวหนังสือสีขาว โดยเราเที่ยวตามหมายเลขตั้งแต่ 1-5 ดูแผนที่ประกอบด้านบน
….. เพื่อนๆสามารถคลิ๊กดูที่ภาพด้านล่างนี้ เพื่อดูรูปแบบใหญ่ๆกันได้นะครับ …..
รอบแรก 9.45 ครับ
เริ่มการแสดง
ระบำสี่ภาค
ดูกันขอบเวทีเลยเชียว
ระบำเทพนฤมิต
เมดเลย์อีสาน
ชุดช้างศึก
สู้กันแบบ  ติดที่นั่งผู้ชม
ความสามารถของช้างไทย
ฟินนาเล่จบการแสดง
ชมการแสดงมาถึงสวนนงนุช
แต่เช้าเพื่อชมการแสดงในรอบ
แรกการแสดงจะมีทั้งหมด 8 ชุด
เป็นโรงละครแบบเปิดโล่งแต่เขา
ทำบรรยากาศ แสงสีและซาวน์
ได้ค่อนข้างดีครับและช้างที่แสดง
ในชุดช้างศึกก็แสดงได้อย่างสม
จริงคนดูตบมือกันลั่นโรงละคร.
จุดที่สองเมื่อเราชมการแสดงในโรงละครเขาก็จะให้เราเดินต่อไปด้านหลังของโรง
ละครเป็นลานกว้างเป็นที่แสดงของช้างแสนรู้สำหรับบัตรผู้ใหญ่ราคา 300 บาท
และของเด็ก 150 บาทจ่ายตอนแรกเข้าจะได้ชมสวนและชมการแสดงสองอย่าง
นี้ได้เลยครับ การแสดงช้างมีทั้งหมด 13 ชุดช้างที่นี่ฉลาดและแสนรู้มากสมกับที่
สวนนงนุชได้รับรางวัลมาตรฐานปาง (แคมป์) ช้างประเทศไทยจากกรมปศุสัตว์
เพราะช้างและคนเลี้ยงที่นี่มีสุขภาพจิตดีในการแสดงโชว์ คงจะกินอิ่มนอนหลับ
การแสดงจึงออกมาได้ดีนะครับ และช้างของไทยก็มีความสามารถในการแสดง
ผู้คุมแทบไม่ต้องบังคับเพียงส่งเสียงร้องเรียกเท่านั้นก็จะทำตามอย่างง่ายดาย.
ชุดช้างปั่นสามล้อ
ช้างเล่นบาสเก็ตบอล
ช้างวาดรูป
รอบของการแสดง
มีทั้งหมด 4 รอบ
รอบแรก 9.45 น.
ช้างเล่นยิมนาสติก
ช้างนวดคน
จุดที่สาม ออกมาจากโรงแสดงเราก็มาสะดุดตาอยู่ที่
สถานที่จัดแสดงวัตถุโบราณ เข้าไปเยี่ยมชมภายในจะ
มีพวกเครื่องประดับพระพุทธรูปเก่าแก่รวมถึงเครื่องมือ
เครื่องใช้สมัยโบราณจัดแสดง เข้าชมฟรีไม่เสียตังค์.
ชมวัตถุโบราณ
เปิดเข้าชมฟรี
พระพุทธรูปโบราณ
เครื่องใช้ในสมัยโบราณ
สวนสับปะรดสี
ชมความงามของสับปะรดสีมากกว่า 300 ชนิด
พันธ์สับปะรดมาจากทั้งในและต่างประเทศ
ตกแต่งกลมกลืนกับรูปปั้น
สีสันจัดจ้าน
แนะนำให้นำรถ
ไปจอดที่จอดรถ
ที่ใกล้ที่สุดครับ
จุดที่สี่ นี่เป็นเคล็ดลับนะครับ เนื่องจากสวนนงนุชมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่มากเดินกันขา
ลากเลยแหละครับ แนะนำให้ดูแผนที่แล้วตั้งใจว่าจะไปจุดไหนแล้วมาร์คไว้แล้วก็ดู
ในแผนที่ว่าลานจอดรถไหนที่อยู่ใกล้ที่สุด    แล้วก็ย้ายรถย้ายคนไปอยู่ตามจุดนั้น
เราเองได้มาชมจุดที่สี่ซึ่งเป็นสวนสับปะรดสี ซึ่งเป็นพันธ์ที่มาจากประเทศไทยเอง
และนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเราเองก็พึ่งจะทราบว่าสับปะรดในโลกนี้มันมี
หลากหลายพันธ์แปลกประหลาด แต่สีของมันกลับสวยงามแปลกตารวมถึงการ
จัดสวนที่สวยงามผสมผสานกับหมู่รูปปั้นต่างๆ ในสวนสับปะรดต่างๆเหล่านี้ได้
อย่างลงตัว เพื่อนๆลองดูความสดของสีสันที่เราได้เก็บภาพมาก็แล้วกันครับ.
จุดที่ห้า จุดสุดท้ายที่ได้เข้ามาทำการสำรวจตั้งแต่ตอน 9 โมงเช้า ถึงจุดสุดท้ายนี่
ก็ปาเข้าไปบ่าย 2 โมงแล้วถึงได้บอกกับเพื่อนๆว่าต้องวางแผนการเที่ยวชมนะครับ
จุดนี้ถือเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุด สวนฝรั่งเศสเป็นสวนที่จำลองแบบจากพระราช
วังแวร์ซาย ของประเทศฝรั่งเศสพื้นที่เกือบ 10 ไร่   มีก้อนหินจัดเรียงรายไว้เป็นหมื่น
ก้อนรายล้อมสวนรูปทรงเรขาคณิตใช้เข็มญี่ปุ่นเป็นลายเส้นหลัก ผักเป็ดขนแดงเป็น
สีตัดลาย โดยมีต้นข่อย ไทร นีออน และชาฮกเกี้ยน เป็นองค์ประกอบ และมีศาลา
ไทยอยู่บนเนินสูงเพื่อให้พักผ่อนและเป็นจุดชมวิวของสวน รวมถึงมีการจัดวางรูป
ปั้นจากเรื่องราวในวรรณคดีของไทยจำนวน 11 เรื่องจัดวางไว้ได้อย่างกลมกลืน.
สวนฝรั่งเศส
จำลองแบบมาจากพระราชวังแวร์ซาย
ศาลาไทย
จุดชมวิว
มองจากมุมสูง
รูปปั้นจากเรื่องราววรรณคดี
นั่งเรือจักรยานน้ำ 50 บาท
จุดชมวิว  ทำเป็นหอสูง
นั่งช้างชมสวน
สโตนเฮนจ์
แถมครับ เรามีภาพมาฝากเพื่อนๆอีก 3-4 ใบสวยๆที่เรา
คัดมานำมาฝากเพื่อนๆกัน เราเข้าไปเที่ยวชมสวน
ตั้งแต่ 9 โมงเช้ากว่าจะกลับก็พอดี 3 โมงเย็น
คำแนะนำเที่ยวสวนนงนุช มาเที่ยวสวนนงนุชแนะนำให้มาแต่เช้าครับแดดจะไม่แรงมาก แล้วเราจะได้เดินเที่ยวได้หลายจุดโดยไม่ล้ามากแต่สวนนงนุชสำหรับ
ผู้ที่รักต้นไม้ประเภทไม้ดอก ไม้ประดับคงจะชอบสวนแห่งนี้มากเป็นพิเศษกว่าผู้เยี่ยมชมท่านอื่น ที่สวนนงนุชแห่งนี้มีการปรับปรุงสวนหรือดัดแปลงมุมต่างๆภายใน
สวนอยู่ตลอดเวลาผู้ที่ไปเยี่ยมชม หากได้กลับไปอีกครั้งแล้วจะรู้สึกแปลกตาไปกว่าครั้งแรกที่เคยมา ที่สำคัญต้นไม้ที่อยู่ภายในสวนได้รับการดูแลรักษาอยู่เสมอ
เราจะเห็นพนักงานรดน้ำต้นไม้อยู่ไม่เคยขาดแม้จะเป็นช่วงแล้งของปี ต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างรวมถึงสัตว์เลี้ยงที่อยู่ภายในก็ได้รับการดูแลที่ดีเช่นกัน…..

นานมากแล้ว… ที่ไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียน ” สวนนงนุช ” แห่งนี้ผมเองนั้นแม้บ้านอยู่ใน
พื้นที่สัตหีบและแม้จะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับสัตหีบ แต่ผมมักจะเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมีค่าใช้
จ่ายในการทำเว็บไซต์เช่นพวก ค่าเข้าชม ค่าอาหารแพง หรือมีค่าโน่นค่านี่ เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ
ในการทำงานผมมักจะเอาสถานที่ ที่มีค่าใช้จ่ายเหล่านี้เอาไว้หลังๆในความคิดที่จะอัพเดทข้อมูล
เสมอเพราะเสียดายตังค์   สู้เอาเงินไปซื้อหนังสือ  ไปดูหนังที่ชอบที่โลตัส หรือซื้อแผ่นเกมส์มาลง
เล่นที่บ้านหรือแม้กระทั่ง เอาเงินมาซื้อเบียร์แช่เย็นๆเอาไว้กินที่บ้าน…..ก็ยังจะดีซะกว่าอีก

แต่เนื่องจาก… สัตหีบบีชนั้นเราจะมีเว็บไซต์
ที่คอยดูว่าผู้เข้าชมสัตหีบบีชนั้นให้ความสนใจเรื่อง
ใดเป็นพิเศษในเว็บไซต์ก็ปรากฎว่า   ” สวนนงนุช “
เป็นเรื่องราว ที่ผู้เยี่ยมชมให้ความสนใจกันจำนวน
มากเป็นระยะเวลายาวนานมาตลอด   ผมทำเป็น
ไม่รู้ไม่ชี้มานานผู้คนก็ยังเข้าไปชม เป็นอันดับต้นๆ
โดยตลอด ทั้งนี้ผมมองว่าคงเนื่องมาจากการโหม
โฆษณาประชาสัมพันธ์ ในสื่อต่างๆทั้งทีวีและหนัง
สือพิมพ์นั่นเอง คนถึงได้สนใจกันมากเป็นพิเศษ.
ผมจึงวางแผน…การอัพเดทในส่วนของ
สวนตุ๊กตากระถาง
ชมการแสดง        
ชมรถสวย      
ตึกมด                   
เช้าวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552… วันนั้นผมออกจากบ้านแต่เช้า มาถึงสวนนงนุชก็ 2 โมงครึ่ง ด้านหน้าปากทางเข้าสวนนงนุชทำป้ายใหม่
ซึ่งจริงๆผมว่าก็น่าจะทำตั้งนานแล้วให้มันสมศักดิ์ศรีหน่อย พอเข้ามาด้านในก็จ่ายค่าผ่านประตู 200 บาท เพราะผมต้องการบันทึกภาพโชว์การแสดงศิลป
วัฒนธรรมไทยในโรงแสดงฝากเพื่อนๆด้วย หลังจากจ่ายค่าผ่านประตูก็รับแผนที่สวนที่เคาวน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ และซักซ้อมจุดที่จะเข้าไปเที่ยวชมสวน…
คำแนะนำ…ในการเที่ยวชมสวนหากเพื่อนๆต้องไปเที่ยวที่อื่นต่อจากสวนนงนุช ควรจะวางแผนในการเที่ยวสวนว่าจะไปเที่ยวชมสวนที่จุดไหน และจะได้จอด
รถของเราให้ใกล้กับสถานที่ ที่เราสนใจจะไปชมให้มากที่สุด การวางแผนก็ใช้แผนที่ของสวนนำมาประกอบ ( ดาวน์โหลดแผนที่สวนนงนุชได้ที่ด้านล่างครับ )
จุดแรกของการเยี่ยมชม…ขณะนั้นก็เวลา 9 โมงครึ่ง ผมวางแผนที่จะเข้าไปบันทึกภาพเป็นคลิปวีดีโอการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยในโรงแสดงใน
รอบแรก 9.45 น.ผมต้องการที่จะนั่งแถวหน้าสุดเพื่อบันทึกภาพ แนะนำให้เพื่อนๆนำรถไปจอดลานจอดรถที่ 1 เข้าไปในโรงแสดงปรากฎว่าเพียง 9 โมงเช้าที่นั่ง
ด้านหน้าสุดกลับโดนคนจองทั้งฝรั่งจีนเต็มไปหมด  ผมเลยต้องขอเบียดอาม้าและตั้งกล้องไม่สะดวกนัก …บอกก่อนล่วงหน้าว่า ในการชมวีดีโอจะปรากฎภาพ
ของอาม้าแทรกเข้ามาบังกล้องปรากฎในวีดีโอแบบหนังเรื่องชัตเตอร์กดติดอาม้าเป็นระยะๆ และคลิปจะไม่เต็มทั้งการแสดงเพราะผมต้องประหยัดเมมโมรี่ของ
กล้องและแบตตารี่เพราะต้องเอาไปถ่ายที่อื่นต่อด้วยครับ หากอยากดูเต็มๆเพื่อนๆก็หาโอกาสเข้าไปรับชมด้วยตนเองนะครับ.
คลิ๊กชมการแสดงชุด...จตุรทิศพิพิธพรชัย
คลิ๊กชมการแสดงชุด...มวยไทย
คลิ๊กชมการแสดงชุด...นพปุระศิวะเทพ
คลิ๊กชมการแสดงชุด...เภรีกัมปนาท
คลิ๊กชมการแสดงชุด...ทักษิณรวมใจ
คลิ๊กชมการแสดงชุด...ยุทธหัตถีเกริกไกร
คลิ๊กชมการแสดงชุด...ฟินนาเล่
ผมเองนั้นดูแค่โชว์ศิลปวัฒนธรรมไทยในโรงแสดงเพียงอย่างเดียวนะครับ ไม่ได้ดูการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ แล้วผมก็ออกมาด้านนอก
ขึ้นทางเดินที่เค้าทำเป็นสะพานชมสวนเป็นมุมสูงที่เค้าเรียกว่า ” สกายวอร์คเกอร์ ” สะพานนี้ปัจจุบันทำเชื่อมต่อไว้รอบสวน เพื่อมองสวนมุมสูงและเป็นจุดชมวิว.
สิ่งปลูกสร้างใหม่ " ตึกมด "
เป็นมดเล็ก มดใหญ่ ไต่กำแพงยั้วเยี้ย
มด...มองจากสะพานสกายวอล์คเกอร์
อีกหนึ่งมุมมอง บนสะพานสกายวอล์คเกอร์
มองจากจุดสูงสุดของ สะพานสกายวอล์คเกอร์
จุดที่สองของการเยี่ยมชม…” ตึกมด ” เป็นหอเหล็กขนาดใหญ่ที่มีความสูง
ขนาด 13 เมตร โดยทำเป็นมดที่ทำด้วยไฟเบอร์ ชนิดต่างๆทั้งเล็กทั้งใหญ่เกาะเกี่ยว
ไต่ไปตามผนังเหล็ก เพื่อเป็นจุดถ่ายรูป ( แต่คนทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น
ฝรั่ง,จีน,ไทย,แขก ต่างก็ชื่นชอบและได้อรรถรสและความสนุกสนานในการได้ขี่ได้ขึ้น
ไปขย่มบนตัวเจ้ามดเหล่านี้มากกว่า ไม่มีใครยืนนิ่งเพื่อถ่ายรูปกับมันแม้แต่คนเดียว )
ผมถ่ายภาพตึกมดตามมุมต่างๆ โดยที่ตัวผมเองอยู่บนเจ้าสะพานสกายวอร์คเกอร์.
หลังจากได้ถ่ายภาพพวกมดที่น่าสงสารเหล่านั้นมาซักสี่ห้าใบ ทันใดนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถซึ่งแน่นอนว่าเสียงของมันไม่ใกล้เคียงกับ
เสียงรถกะบะโตโยต้าไมตี้เอ๊กซ์ของผมที่ใช้อยู่ประจำ มันเป็นเสียงที่แตกต่างนิดหน่อยตรงที่เสียงมันแน่นและกระหึ่มกว่ารถกะบะผมนิดนึง…เท่านั้นเอง  และผมก็
เดินลัดเลาะบนสะพานเพื่อไปหาเจ้าของเสียงเครื่องยนต์ที่ว่า ก็อย่างที่บอกนะครับปัจจุบันสะพานยกสูงเพื่อใช้ชมสวนได้ทำเพิ่มเติมเชื่อมโยงกันไปจนทั่วทั้งสวน
จุดที่สาม…เมื่อเดินลัดเลาะมาตาม
ทางเดินของสะพานสกายวอล์คเกอร์แล้ว
จะทะลุมาถึง อาคารซึ่งทำเหมือนชั้นจอด
รถตามห้างสองชั้น  มีรถหลากหลายยี่ห้อ
น่าจะมากกว่า 40 คัน  จอดเรียงรายอยู่ก็
ผมก็เลยถ่ายภาพมาฝากกันส่วนนึงครับ.
ห้ามจับ ห้ามเข้า
รถแบบน่ารัก
รถสวยครับ
ซูบารุ...ตำนานของความเร็ว
ไม่รู้ยี่ห้ออะไร
อีกหนึ่งคัน
ผมจองคันนี้นะ
คงกินน้ำมันน่าดู
แถมอีกคัน
หนุ่มๆที่ดูแลรถอยู่พอเห็นสาวๆให้ความสนใจรถสวยๆที่จอดอยู่ก็ทำเป็นเบิ้ลเครื่องโชว์กันใหญ  ่ ส่วนผมเองเฉยๆนะครับเพราะผมเคยสัมผัสรถเหล่านี้มาแล้วแทบ
ทั้งนั้น สัตหีบจัดงานวัดบ่อยนะครับปีนึงจัดตั้ง 3-4 ครั้ง แนะนำคนที่อยากสัมผัสความแรงของรถเหล่านี้ในซุ้มของรถ “บัมพ์คาร์” ภายในงานวัดสัตหีบซื้อคูปองเข้า
ไปเล่นแค่ 20 บาท คุณก็จะได้สัมผัสความเร็วและแรงได้เช่นเดียวกันกับรถที่จอดอยู่ที่สวนนงนุชแห่งนี้ ไม่ต้องมาดูแลรักษา มาเสียภาษีรายปีให้กับกรมขนส่งด้วย.
จุดที่สี่…นี่ก็เป็น ” สวนตุ๊กตากระถาง ” นะครับเป็นการนำเอากระถางที่มีรูปร่างและ
ขนาดแตกต่างกัน มาร้อยเรียงถักกันเป็นรูปทรงต่างๆเป็นจำนวนกว่า 1 แสนใบ และกระ
ถางที่นำมาใช้ก็ล้วนแต่ผลิตขึ้นภายในสวนนงนุชแห่งนี้เอง  ซึ่งสวนนี้สร้างขึ้นมานานแล้ว
ตั้งแต่เมื่อกลางปี พ.ศ.2541 โน่นแน่ ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 11 ปีแล้วครับ.
ผมเองยังเก็บภาพภายในสวนนงนุชแห่งนี้มาบางส่วน…   ขอเชิญ
เพื่อนๆรับชมกันตามสะดวกครับ แนะนำถ้าว่างให้มาเที่ยวกันครับ
ทางเข้าสวนตุ๊กตากระถาง
ตกแต่งเป็นรูปหัวใจ
ตกแต่งเป็นรูปผีเสื้อ
ตกแต่งเป็นรูปเรือน้อย
ตกแต่งเป็นรูปรถซิ่ง
ชั้นสูงสุดของหอชมวิว บนสะพานสกายวอล์คเกอร์
มุมสูงของสวนจากจุดชมวิว
อีกมุมนึงครับ
อีกมุมนึงครับ
หันกล้องมาทางมุมสระน้ำใหญ่ครับ
ห้องพักริมน้ำสร้างใหม่
มุมห้องพักริมน้ำ
ปลาช่อนอเมซอนในสระใหญ่
คำแนะนำการเที่ยวชมสวน…อย่างที่กล่าวมาแล้วนะครับหากท่านใดมีโปรแกรมในการ
ท่องเที่ยวในพื้นที่สัตหีบนอกเหนือจากเที่ยวชมสวนนงนุชแห่งนี้แล้ว ท่านควรวางแผนการ
เที่ยวชมสวนแห่งนี้   โดยเยี่ยมชมเป็นพื้นที่ที่ท่านสนใจโดยใช้แผนที่ด้านขวามือนี้ประกอบ
การวางแผน และหากต้องการชมโชว์ศิลปก็ต้องดูเวลาประกอบการวางแผน เพราะการเดิน
เที่ยวชมสวนให้ทั่วเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่ของสวนนงนุชนั้นมีอาณาเขตที่กว้างมากครับ
ขนาดของไฟล์แผนที่ประมาณ 2.5 MB ครับ
ข้อมูล ณ.วันที่ 14 พฤศจิกายน 2552.
การเดินทางสำหรับการเดินทางเพื่อมาเที่ยวชมสวนนงนุชแห่งนี้ไม่ยากเลย โดยหากท่านมาจากกรุงเทพ
ขับรถตามถนนสุขุมวิทผ่านจังหวัดชลบุรี ผ่านเมืองพัทยาโดยใช้เส้นทางถนนสายสุขุมวิทตลอดทางเมื่อ
เข้าเขตบ้านอำเภอ ผ่านทางเข้าวัดญาณสังวรารามตรงมาที่ตำบลบางเสร่ สวนนงนุช จะอยู่ก่อนที่จะถึง
ตำบลบางเสร่ประมาณ 3 กิโลเมตรจะมีป้ายใหญ่บอกทางเข้าชัดเจนไม่ต้องกลัวหลงทาง…
หรือท่านอาจจะติดต่อสอบถามขอรายละเอียดได้ที่ ….สวนนงนุช
สำนักงานกรุงเทพ 02_2512161, 2521786
ที่สวนนงนุช 038_709358-61, 238158
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochtropicalgarden.com
เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่สะดุดและเพื่อนๆสามารถใช้เป็นข้อมูลในการเลือกสถานที่พัก
เพื่อนๆสามารถ …คลิ๊กที่นี่ เพื่อดูแผนที่ของสถานที่พักใกล้เคียง
แสดงความคิดเห็น »

สวนดอกลีลาวดี

ลีลาวดี หรือ ลั่นทม  (Frangipani, Plumeria, Templetree) เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน เมื่อก่อนบางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ‘ระทม’ ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาวและจำปาขอม เป็นต้น
ลีลาวดี เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า “ต้นขอม” “ดอกอม”  เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า “ลั่นธม” “ลั่น” แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง “ธม” หมายถึง “นครธม” ภายหลัง “ลั่นธม” เพี้ยนเป็น “ลั่นทม”
ลีลาวดี เป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
ลีลาวดี เป็นไม้ประดับที่มีผู้สนใจปลูกกันอย่างมากในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากติดใจในความงามของทรงต้น ใบ และดอกที่มีหลากสีสัน โดยเมื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์แล้วจะได้สีที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดอกยังมีกลิ่นหอม อีกประการหนึ่งคือลีลาวดีเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีคุณสมบัติใช้เป็นสมุนไพร
ในอดีตไม้ชนิดนี้จะไม่นิยมปลูกในบ้านเรือนเลย เพราะเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของชื่อเดิมคือ “ลั่นทม” ทำให้ลั่นทมมีปลูกไว้เฉพาะในวัด และตามโบราณสถานต่าง ๆ ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาหลังจากเป็นที่รู้จักและคุ้นหู

ในนามของ “ลีลาวดี” เพียงเท่านี้ต้นลีลาวดีก็เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะในการจัดภูมิทัศน์และจัดสวนทั้งสวนในบ้าน  บริเวณตึก อาคาร รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ต่าง ๆ  นอกจากนี้ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการลีลาวดีขยายตัวคือ การขยายตัวของธุรกิจสปา ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าในสถานประกอบการ สปานั้นนิยมนำดอกลีลาวดีมาเป็นไม้ประดับ เนื่องจากความสวยงามของรูปทรง สีสันและกลิ่นหอมเย็น
ด้วยราคาที่สูงอย่างต่อเนื่องของลีลาวดี ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกลีลาวดีเพื่อการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากลีลาวดีต้นใหญ่นั้นหาได้ยากขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่มีต้นลีลาวดีทั้งต้นใหญ่ กิ่งชำ และเมล็ด ก็จะมีลูกค้าไปติดต่อขอซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่เกษตรกร
ในสมัยก่อน มีต้นลั่นทมเพียง 2 สายพันธุ์คือ

1. ลั่นทมขาว   อย่างที่เห็นกันตามวัดวาอาราม  ลั่นทมขาวจะชอบแดด มีความสูงตั้งแต่ 3 – 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านดูอวบ มีสีน้ำตาลปนเทาเป็นใบเดี่ยวรูปคล้ายหอก ยาว 20 – 30 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวรูปกรวย มีกลีบดอก 5 กลีบ จะมีกลิ่นหอมมากมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโก

2. ลั่นทมแดง ทุกอย่างจะเหมือนลั่นทมขาว ยกเว้นใบ ที่บางครั้ง จะออกสีเขียวเข้ม ดอกมีสีแดงทั้งดอก ก้านออกเป็นสีม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอมทั้งสองชนิดมีอายุยืน ตั้งแต่ 50 ถึง 100 กว่าปี
ดอกลีลาวดี ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติ ของประเทศลาว โดยส่วนมากจะขึ้นอยู่ตอนเหนือของประเทศ ไทยทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง

ความเชื่อ
คนโบราณมีความเชื่อว่า ต้นลั่นทมนั้น ไม่ควรปลูกในบ้าน ด้วยมีชื่ออัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่าเศร้าโศก ทุกข์ใจ, จึงได้มีการเรียกชื่อเสียใหม่ให้เป็นมงคล ว่า ลีลาวดี ทั้งนี้ไม่ได้มีการกำหนดเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใดมีความเข้าใจผิดกันว่า ลีลาวดี นั้นเป็นชื่อพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นเพียงความเข้าใจผิดเพราะเป็นชื่อพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ลีลาวดี ถ้าแปลตามความหมายตามอักษรแล้ว ก็คือต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ไม้นี้เดิมเรียก ลั่นทม เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อนที่เห็นทั่วๆไปมีดอกสีขาว แดง ชมพู ชื่อเดิมของพันธ์ไม้นี้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้มาจากคำว่า ระทม ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศกจึงไม่เป็นที่โปรดปรานปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย แต่แท้ที่จริงแล้วมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า  ลั่นทมลั่นทม ที่เรียกกันแต่โบราณหมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข ดังนั้นคำว่า ลั่นทมแท้ที่จริงนั้นเป็นคำผสมจาก ลั่น+ทมโดยคำแรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำหลังหมายถึงความทุกข์โศก

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนชื่อมาเป็นลีลาวดีเนื่องจากความเข้าใจในภาษาคลาดเคลื่อน แต่ชื่อใหม่นั้นก็ความไพเราะสมกับท่วงท่าของลำต้นมีตำนานเล่าขานถึงที่มาของลีลาวดีในลักษณะต่างๆกันอย่างไรก็ตามพันธ์ไม้นี้ตามหลักสากล ได้ถูกเรียกชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani)และเรียกกันทั่วๆไปว่า พลูมมีเรีย (plumeria)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae
ชื่อสามัญ :  Frangipani , Pagoda tree, Temple tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria spp.
ลีลาวดีมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกาโดยเฉพาะหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนลีลาวดีเป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตรลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียวอ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนาต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้นใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไปใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกันช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบบางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีลักษณะของ ดอก โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างในดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอกส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเองฝัก มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

การผลิตลีลาวดีเพื่อการค้า
การผลิตลีลาวดีเพื่อการค้าไม่ว่าจะจำหน่ายเป็นต้น จำหน่ายเป็นกิ่งพันธุ์ หรือจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ ล้วนแต่มีราคาดเป็นที่ดึงดูดใจของเกษตรกรผู้ที่คิดจะปลูกลีลาวดีเพื่อการค้า

การปลูกในกระถาง
ลีลาวดีตอบสนองต่อวัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง และได้รับปุ๋ยเสริมตามความเหมาะสมสัดส่วนของวัสดุปลูกที่แนะนำโดยทั่วไปคือ 2:1:1 โดยใช้ มูลวัวที่ย่อยสลายแล้ว ,ใบไม้ผุและดิน  แต่วัสดุปลูกที่มีขนาดเล็กละเอียดเมื่อถึงระยะหนึ่งจะอัดตัวแน่นทำให้รากพืชขาดออกซิเจน น้ำขังไม่สามารถระบายได้ ทำให้เกิดโรครากเน่าได้

การปลูกลงดินในแปลงปลูก
ระยะปลูกในการปลูกลงในแปลงเพื่อเป็นการเก็บสะสมสายพันธุ์ดี หรือปลูกเพื่อขุดล้อมจำหน่าย  การปลูกลีลาวดีต้นหนึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ5  ตารางเมตรดินที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดี ควรเป็นดินร่วนปนทราย  ดินควรมีปริมาณอินทรียวัตถุที่เหมาะสม สามารถดูดความชื้นได้ ในขณะเดียวกันต้องมีการระบายน้ำที่ดี ความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 6.5-7.5แต่ถ้าดินไม่เป็นกรดหรือด่างจัดมากก็ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลีลาวดีมากนัก

การดูแลรักษา
ลีลาวดี สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่กันดาร ดินไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก แต่ถ้าต้องการให้ลีลาวดีออกดอกได้ดีควรนำไปปลูกในกระถางและใช้ดินที่เป็นกรดเหมือนกับพืชเขตร้อนทั่วไป ลีลาวดีชอบความชื้นในอากาศสูงและไม่ชอบอยู่ในดินที่มีน้ำท่วมขังหรือมีการรดน้ำบ่อยครั้ง การปลูกควรเน้นการระบายน้ำหรือการยกร่องในแปลงปลูกเป็นหลัก ลีลาวดีเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในเวลากลางวันอย่างน้อยครึ่งวัน แต่หลายชนิดต้องการแสงแดดเต็มวัน ยกเว้นบางชนิดที่มีดอกสีแดงซึ่งจะชอบการพรางแสงมากกว่า

    1.การให้น้ำ
การปลูกในกระถาง การให้น้ำ ควรให้จนดินเปียกทั่วถึง จนน้ำส่วนเกินระบายออกทางรูระบายน้ำ แล้วปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งก่อนการให้น้ำครั้งต่อไป หรือช่วงแล้งจัด อาจเว้นวัน และควรตรวจดูความชื้นของวัสดุปลูกอยู่เสมอ
การปลูกลงดิน ควรให้น้ำแต่น้อยให้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นในอากาศ  ถ้าอากาศร้อนควรให้น้ำมากกว่าปกติ เพื่อรักษาความเขียวของใบ แต่การให้น้ำมากเกินไปมีผลต่อการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านมากและทำให้ไม่ออกดอก
    2.การให้ปุ๋ย
เนื่องจากต้นลีลาวดีที่สวยและมีราคาสูงนั้น จะต้องมีฟอร์มต้นที่ดีคือมีลักษณะของทรงพุ่มกลมมีกิ่งก้านสาขาแตกออกดูแล้วมีความพอดีกับความสูงของต้น ดังนั้นการให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้ต้นสูงชะลูดและไม่แทงช่อดอกในเวลาอันควร ในการที่จะเร่งการเจริญเติบโตทั้ง

ทางใบ ลำต้น และดอก คือการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรือให้ฟอสฟอรัสสูงและให้ธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อลีลาวดีคือ แมกนีเซียม ทองแดง เหล็ก สังกะสี กำมะถัน และแมงกานีส

การขยายพันธุ์ลีลาวดี
1. การเพาะเมล็ด  จะใช้ฝักที่แก่จัด  ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเมล็ดลีลาวดีงอกได้ง่าย แต่ละฝักของลีลาวดีจะได้ต้นกล้าประมาณ  50 -100  ต้น สามารถเพาะในกระถางเพาะได้เลย ข้อดี   ของการเพาะเมล็ดลีลาวดี คือ จะได้ต้นที่กลายพันธุ์  หรือ ต้นลีลาวดีแคระ ด่าง

2. การปักชำ  เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็วในการขยายพันธุ์ต้นลีลาวดีและยังเป็นวิธีรักษาพันธุ์เดิมเอาไว้

3. การเปลี่ยนยอด จะใช้ในกรณีที่ได้พันธุ์ดีแล้วนำมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่เพาะกล้าไว้แล้วอาจจะเสียบข้างหรือผ่าเป็นลิ่ม วิธีนี้ต้องป้องกันไม่ให้น้ำเข้า ไม่เช่นนั้นแผลจะเน่า

4. การติดตา ใช้ในกรณีที่ได้ตามีไม่มากนัก เป็นการขยายพันธุ์แบบประหยัด กิ่งหนึ่งสามารถขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก
โรคและแมลง
ตามปกติลีลาวดีจะไม่ค่อยมีโรคและแมลง รบกวน แต่ก็ได้มีการรวบรวมรายชื่อของโรคและแมลงที่เคยพบ
1.หนอนเจาะลำต้น
2.ไรขาว
3.แมลงหวี่ขาว
4.เพลี้ยไฟ
5.เพลี้ยหอย
6.เพลี้ยแป้ง
7.หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ผัก
8.เชื้อราทำให้ยอดเน่า
9.ราสนิม
10.ราน้ำค้าง
11.ราสีดำ

การตลาดของลีลาวดี
ลักษณะการผลิตและจำหน่ายลีลาวดีภายในประเทศแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
1.การเพาะเมล็ดจำหน่ายเป็นต้นตอ ต้นตอมีความสูงประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายได้ในราคา 10 – 50 บาท แล้วแต่สายพันธุ์

2.การนำต้นตอมาเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 150 – 500 บาท แล้วแต่สายพันธุ์

3.จากต้นที่เปลี่ยนยอดพันธุ์ดีแล้วนำไปเลี้ยงดูต่ออีกประมาณ 3 – 4 เดือน สามารถจำ หน่ายได้ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท

4.การปลูกลงดินเพื่อจำหน่ายต้นไม้ขุดล้อม ราคาที่ขายในท้องตลาดขึ้นอยู่กับขนาดและฟอร์มต้น ต้นลีลาวดีที่มีความสูงประมาณ 2 เมตร ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท ฟอร์มต้นอยู่เกณฑ์ปานกลาง หากต้นที่สูงเกิน 2 เมตร  และฟอร์มต้นได้รูป มีกิ่งก้านแตกสาขาเป็นฟอร์มกลม ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่ดีและมีราคาแพงสนนราคาตั้งแต่ 10,000 – 15,000 บาท

5.การขายกิ่งพันธุ์ที่ไม่มีราก กิ่งละ 100 – 8,000 บาท ขึ้นกับสายพันธุ์และสีที่นิยม และขายเป็น   เมล็ด ๆ ละ  2  – 10 บาท

การใช้ประโยชน์จากลีลาวดี

1.ใช้ในการจัดสวน ตกแต่งภูมิทัศน์ พันธุ์ที่ครองความนิยมอยู่คือ “พันธุ์ขาวพวง” ที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวทั้งยังสามารถออกดอกตลอดปี

2.ลีลาวดียังมีสรรพคุณเป็น “ยาสมุนไพร” ด้วย

ต้น             =   ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้า

ใบ             =  ใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด ใบสดลนไฟประคบร้อนแก้ปวด บวม

เปลือกราก    =  เป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลม

เปลือกต้น     =  ต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว-ข้าว-มันเนยเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะ

ดอก           = ใช้ทำธูป ใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย

เนื้อไม้        = เป็นยาแก้ไอ ยาถ่าย ขับพยาธิ

ยางจากต้น   = เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ใช้ผสมกับไม้จันทน์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

Belle Vista Madam Poni Mango Blush Aztec Gold
Pink Pansy JL

Mary Moragne

Tahitian Red Moonlight
India Puu Kahea Rachel Cloud Kimi Moragne
My Valentine ลูกขาวพวงแคระ พวงหยก เพชรพัชราภรณ์
เหลืองศิริมงคล ท๊อปฟี่

เกรนนี่โรรอง

สังวาลย์ทับทิม
แสดงความคิดเห็น »

สวนดอกมะลิ

สวนดอกมะลิ

 

               “พวงมาลัยไหมคะ? พวงมาลัยค่ะ” 

               “วันนี้วันพระ พวงมาลัยไหมครับ” 

               คุณคงคุ้นหูกับซุ่มเสียงเชื้อเชิญให้ซื้อพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง พร้อมกับไม่ลืมที่จะนำเสนอกลยุทธ์ทางการตลาดในการจูงใจลูกค้าด้วยราคา 3 พวง 20 บาท มีให้เลือกทั้งแบบร้อยปลายด้วยดอกดาวเรือง บ้างก็ดอกกุหลาบ แต่ที่จะขาดไม่ได้สำหรับพวงมาลัยทุกพวงคือ “ดอกมะลิ”

               ไม่รู้ว่าคุณเข้าใจ(ผิด) เหมือนกับเราหรือเปล่าว่า ดอกมะลิที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ทุกวันนี้มาจากจังหวัดอื่น ซึ่งมันไม่ใช่…เพราะความจริงแล้วเป็นดอกมะลิฝีมือการปลูกของเกษตรกรชาวอุบลฯ ของเรานี่เอง ถ้าอย่างนั้นจะช้าอยู่ใย…เดินทางไปยังสวนมะลิที่ อ.เดชอุดมด้วยกันเลย…

               เราเดินทางมาถึงสวนดอกมะลิ ต.ท่าโพธิ์ศรี อ.เดชอุดม จ.อุบลฯ ช่วงสายๆ ซึ่งชาวบ้านกำลังขะมักเขม้นเก็บดอกมะลิกันเป็นการใหญ่ เหตุที่เลือกมาที่นี่เพราะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสวนมะลิที่ใหญ่และเป็นแหล่งส่งดอกมะลิรายใหญ่ในอุบลฯ นั่นไง…คุณนิคม พิมพ์หล่อ เจ้าของสวนมะลิ กำลังเดินออกมาต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มพร้อมกับบอกเล่าที่มาของการทำสวนมะลิให้ฟังว่า…

               “ผมทำสวนมะลิมาตั้งแต่ปี 2536 แล้วครับ มันเริ่มจากตอนที่ผมบวชเพื่อศึกษาธรรมะอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วมีโยมคนหนึ่งแนะนำให้ปลูก เขาบอกว่ารายได้มันดี เพราะอย่างวันปกติถ้าทำมาลัยขายก็จะได้วันละประมาณ 800-1,000 บาท แต่ถ้าเป็นวันพระก็จะขายได้ประมาณ 1,500 บาท

               ครั้งแรกเลยผมเริ่มปลูกประมาณ 1,000 ต้น ใช้พื้นที่ประมาณ1 ไร่ ปลูกแบบลองผิดลองถูก แต่ช่วงหลังนี่ก็เริ่มขยายพื้นที่ เริ่มเรียนรู้และปลูกอย่างถูกต้องขึ้น “

เราต้องปลูกมะลิอย่างไรจึงจะได้ผลดี

               “พันธุ์ ต้องได้พันธุ์ดี ผมสั่งแม่พันธุ์ (พันธุ์เพชร) มาจากนครปฐม เมื่อก่อนเพาะพันธุ์เองมันช้ามาก มะลิเนี่ยถ้าจะให้ออกดอกเยอะๆ เราต้องไปเอาพันธุ์บ้าน เขาเองก็จะต้องมาเอาพันธุ์บ้านเราไปปลูกมัน ในการปลูกก็ต้องปลูกให้มันเป็นแถว และควรเหลือร่องทางเดินระหว่างต้นมะลิประมาณ 1.50 เมตรด้วยเผื่อเวลาจะฉีดยาจะได้สะดวกและไม่มาโดนเราด้วย

               “ส่วนดินที่มะลิชอบคือดินทรายแบบอีสานบ้านเรานี่แหละ เพราะเวลาที่ฝนตกดินมันจะได้ไม่มาโดนดอกมะลิ ถ้าเป็นดินแดงหรือดินเหนียวค่อนข้างจะแย่หน่อย ฝนตกทีดินจะกระเด็นมาโดนดอกเสียหมด ส่วนเรื่องของการดูแลก็สำคัญ ต้องรดน้ำเกือบทุกวัน สวนผมนี่สวนมันใหญ่ก็เลยเปิดน้ำสปริงเกิลเกือบทั้งวันเลย ใส่ปุ๋ยเป็นช่วงๆ ทั้งปุ๋ยคอกปุ๋ยวิทยาศาสตร์แล้วแต่สภาพดิน ถ้าเป็นดินที่เราบุกเบิกใหม่ๆ ก็ไม่ต้องบำรุงมาก เพราะมันมีสารจุลินทรีย์ในตัวอยู่แล้ว ปลูกมะลินี่ดีอย่าง…เราไม่ต้องไปบำรุงอะไรมากมาย ปลูกแล้วเราก็รอมันโต เราปลูกครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนเราก็เก็บดอกได้แล้ว ต้นหนึ่งก็จะมีอายุประมาณ 5-6 ปีถึงจะได้ปลูกใหม่ แค่ตัดแต่งกิ่งก็พอ”

 

 

เห็นมีคนเก็บดอกมะลิเยอะมาก

               “อึ้ม! อันนี้สำคัญ บางคนปลูกได้ผลผลิตเยอะ แต่ว่าเก็บไปขายไม่ได้ การหาคนมาเก็บดอกมะลิให้เราเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะสวนมะลิขนาดใหญ่ ถ้าช่วงไหนที่ราคามะลิสูงกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไปเราก็จะจ้างเขาเก็บกิโลกรัมละ 50 บาท แต่ถ้าช่วงไหนที่ราคามะลิมันลดลงก็จะจ้างเก็บกิโลกรัมละ 30-40 บาท คิดเฉลี่ยก็เก็บได้ชั่วโมงละ 1 กิโลกรัม ถ้าใครเก็บเก่งๆ วันหนึ่งได้ 10 กิโลกรัมก็มี อย่างสวนผมก็ต้องใช้คนเก็บประมาณ 40-50 คนไม่อย่างนั้นมันจะไม่ทัน”

ไปเอาข้อมูลการปลูกมะลิมาจากไหน

               “อันที่จริงผมลองทำมาหลายอย่างแล้ว ทั้งเลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พอมาปลูกมะลิก็เลยต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น ศึกษาเอง วิจัยเอง ปรึกษากับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน อ่านหนังสือและวิเคราะห์ช่วยกัน ใช้ยาแบบนี้ได้ไหม ต้องดูแลรักษาแบบไหนถึงจะได้ผล ทุกวันนี้เกษตรกรต้องมีความรู้ เพราะเทคนิคบางอย่างเราต้องรู้และต้องทำให้เป็น ทุกวันนี้ผมยังต้องค้นคว้า และต้องศึกษาทั้งเรื่องการเกษตรและการตลาดอีกเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะอยู่ไม่ได้”

พูดถึงรายได้ให้ฟังหน่อยสิคะ

“ถ้าคิดรายได้เฉลี่ยผมขายได้กิโลกรัมละ 150 บาทก็จะได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ถ้าราคามันสูงกว่านี้ ก็จะได้เยอะขึ้นตาม วันที่ขายได้ดีคือช่วงวันพระ วันสงกรานต์และก็วันแม่ ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 300-400 บาท”

มะลิบ้านเราส่งไปขายที่ไหนบ้าง

               “ส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจฯ เพราะที่อื่นเขาปลูกไม่เยอะเหมือนบ้านเรา อาจจะด้วยเพราะสภาพดินไม่ได้บ้าง คนเก็บไม่มีบ้าง หรืออาจจะท้อแท้กับหลายๆ อย่าง”

เห็นบอกว่าธรรมะมีส่วนทำให้การปลูกมะลิประสบความสำเร็จ

               “ใช่ เพราะธรรมะสอนให้ผมรู้จักขยัน อดทน ถ้าเราเรียนหนังสือมามีความรู้แต่ไม่ลงมือทำแล้วมันจะสำเร็จได้ไหม หรือเรียนมาแล้วลงมือทำ ทำไปสักพักแล้วถอดใจ ท้อแล้วก็ทิ้งก็ไม่สำเร็จ การจะปลูกมะลิให้ประสบความสำเร็จมันต้องมีความขยัน อดทน และสิ่งที่ผมได้จากการเป็นเกษตรกรสวนมะลินอกจากเงินรายได้แล้ว ผมยังมีจิตใจที่เบ่งบาน เพราะผมมีความสุขทุกครั้งที่ทำ ความเครียดนี่ไม่มีเลย และมันยังเป็นการช่วยให้คนอื่นมีรายได้อีกด้วย”

มีหลายคนมาดูงาน มาปรึกษา พี่ก็ยินดีที่จะแนะนำ

               “มีนักศึกษาจาก ม.อุบลฯ มาดูงานเรื่อยๆและก็มีนักข่าวจากช่อง 7 ช่อง 11 มาถ่ายทำเพื่อไปเผยแพร่ ผมก็ยินดีที่จะบอก บางคนก็ถามว่า ไม่กลัวว่าบอกเขาแล้วเขาจะไปปลูกและแย่งลูกค้าเราเหรอ สำหรับผมไม่กลัวนะ ผมเชื่อว่าคนเรามันทำได้ไม่เท่ากันหรอก พระเจ้าให้ความขยันและอดทนไม่เท่ากัน ถ้างั้นทุกคนก็รวยเท่ากันหมดแล้วสิ มันต้องมีคนชั้นสูง คนชั้นกลาง คนชั้นต่ำ เหมือนกันบัว 4 เหล่าในคำสอนพระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนการทำสวนให้ประสบความสำเร็จนี่แหละ ชีวิตทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่คนส่วนมากจะเดินไปไม่ถึง เพราะขาดความรู้ ไม่มีประสบการณ์ และก็เบื่อหน่ายท้อแท้เร็ว ไม่ขยันและไม่อดทน

               “ผมอยากจะฝากบอกสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกมะลิ ถ้าอยากทำก็ทำเลย ถ้าใครมีที่ดินอยู่แล้ว มีเงินทุนอยู่ประมาณ 5,000-10,000 บาทก็ทำได้แล้วนะ เริ่มจากน้อยไปหามากตามกำลังที่จะทำไหว ที่เหลือคือหัวใจ ความอดทนและความขยันครับ”

               กับเงินก้อนหนึ่งบวกกับแรงกายแรงใจแห่งความทุ่มเทที่จะทำ ใส่ความขยันและอดทนเข้าไปซะหน่อย แล้วคุณก็จะมองเห็นความสำเร็จอยู่รำไรๆ ตรงหน้า

แสดงความคิดเห็น »

สวนดอกทานตะวัน

เที่ยวลพบุรี + สระบุรี ชมความงดงามตระการตาของทุ่งดอกทานตะวันนับหมื่นไร่  โดย…แอ๋ม

     พืชเศรษฐกิจที่เสริมความงามของท้องทุ่ง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ของทุกปี

     ทุ่งทานตะวันพวกเราเคยไปสัมผัสบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ตระการตามาแล้วครั้งหนึ่ง  แต่มีในกลุ่มบางท่านยังไม่ได้ไปชม วันนี้พวกเราก็นัดรวมตัวกันอีกครั้งที่ศรีราชา จริง ๆ แล้วต้นเดือนพฤศจิกายนไม่ใช่วันที่เหมาะสมนักสำหรับการเที่ยวชมทุ่งดอกทานตะวัน  แต่ด้วยเหตุว่าคุณน้ามาจากพังงา ต้องเดินทางกลับพรุ่งนี้ ก็เลยวางโปรแกรมเผื่อฟรุ๊ค (ฟรุ๊คมีบ่อย) 

     แอ๋มรับหน้าที่เป็นโชเฟอร์มือหนึ่งตามระเบียบ เพราะทริปนี้โอมไม่ได้มาด้วย รวมผู้ร่วมตะลอนวันนี้ 5 คน แอ๋ม คุณพิศ + เพ็ญ จิ๊บ + จิ๊ก  เริ่มออกเดินทางจากศรีราชาเวลาประมาณ 06.30 น. ขับรถไปตามถนนมอเตอร์เวย์ต่อถนนวงแหวนตะวันออก หลังออกถนนพหลโยธิน แวะทานอาหารเช้ากันที่ร้านอาหารภายในปั้มน้ำมัน ปตท. แล้วก็เดินทางต่อไปยังจุดหมายแรกคือพระพุทธบาทสระบุรี  ถึงพระพุทธบาทประมาณ 09.20 น. แวะเก็บภาพพระพุทธบาทแล้วก็ไหว้พระพุทธบาท เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทาง

     เส้นทางที่แนะนำในการท่องเที่ยวชมทุ่งดอกทานตะวันให้ได้ครบถ้วนทุกท้องทุ่งทั้งที่ลพบุรี และสระบุรี ก็ขอแนะนำเส้นทางตามที่พวกเราใช้เดินทางในวันนี้นะคะ ออกจากพระพุทธบาทสระบุรีเลี้ยวซ้ายเจอสี่แยกไฟแดงแรก ตรงไปลพบุรีให้เลี้ยวขวาไปทางอำเภอพัฒนานิคม ขับรถไปสักพักผ่านทุ่งข้าวฟ่างสวยสะดุดตา  ต่างมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องถอยหลังรถแวะไปเก็บภาพสวย ๆ ของทุ่งข้าวฟ่างกันก่อน งานนี้คุณพิศก็เลยได้ประเดิมกล้องกับทุ่งข้าวฟ่างเป็นจุดแรก  เลยทุ่งข้าวฟ่างไปนิดเดียวก็พบกับแปลงดอกทานตะวันหน้าบ้านของชาวบ้านกำลังเบ่งบานรับนักท่องเที่ยว  เรารีบจอดรถหน้าบ้านเจ้าของแปลงดอกทานตะวัน แล้วก็เดินตรงรี่ไปชื่นชมดอกทานตะวันโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของบ้าน 

     สักพักเจ้าของบ้านคุณพี่สาคร ด้วงทอง แห่งอำเภอพระพุทธบาท ซึ่งมีอัธยาศัยที่ดีมากเดินมาทักทายพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พี่สาครให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกทานตะวันเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวลพบุรี + สระบุรี อย่างถี่ถ้วน พี่สาครเล่าว่า ชาวบ้านจะปลูกทานตะวันปีละ 1 ครั้งเท่านั้น หลังเก็บเกี่ยวดอกทานตะวันก็จะปล่อยให้ท้องทุ่งพักตัวจนถึงฤดูฝนก็จะลงข้าวโพด หลังเก็บเกี่ยวข้าวโพด ก็ทิ้งให้พื้นดินว่างเปล่า และเริ่มลงดอกทานตะวันอีกครั้งหลังหน้าฝน 

     ในละแวกนี้แปลงดอกทานตะวันของพี่สาครเพิ่งจะเบ่งบานเป็นแปลงแรก ส่วนชาวบ้านรายอื่นเพิ่งจะได้ปลูกเนื่องจากปีนี้ฝนตกชุกมาก แม้กระทั่งที่เขาจีนแล ซึ่งทุกปีช่วงระยะเวลานี้ดอกทานตะวันจะต้องเริ่มแย้มกลีบบ้างแล้ว แต่ในปีนี้มีปัญหาเรื่องฝนไม่สามารถใช้รถไถหว่านได้ ดอกทานตะวันที่วัดเขาจีนแลจึงค่อนข้างจะโตช้ากว่าที่บ้านพี่สาครมาก นอกจากให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกทานตะวันแล้ว พี่สาครยังเป็นธุระแนะนำมุมถ่ายภาพที่สวย ๆ กับทุ่งดอกทานตะวัน แถมด้วยการบริการเก้าอี้ให้คุณพิศยืนถ่ายภาพมุมกว้างด้วย ทำเอาพวกเราซาบซึ้งน้ำใจเป็นอย่างมาก คาดว่าปีหน้าถ้ามีโอกาสไปแถวนั้นอีกคงจะแวะเยี่ยมเยือนพี่สาครเป็นแน่  เพราะทั้งหมดที่พี่สาครมอบให้พวกเราไม่ได้คิดเป็นเงินตราค่าบริการแต่อย่างใด พี่เค้าให้ด้วยน้ำใจของชาวบ้านแท้ ๆ น่านับถือยิ่งนัก

     ออกจากไร่ทานตะวันบ้านพี่สาคร พวกเราก็มุ่งหน้าไปทุ่งทานตะวันวัดเวฬุวันหรือวัดเขาจีนแลที่เคยได้ชื่นชมความงามนับหมื่นไร่ที่นั่น โดยใช้เส้นทางจากวงเวียนบ้านโคกตูมเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางไปอ่างซับเหล็ก ผ่านหน้าทางเข้าอ่างซับเหล็ก เลยไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าทุ่งทานตะวันวัดเวฬุวัน ซึ่งสังเกตจากป้ายวัด และฟาร์มเพาะเห็ด แต่ในวันนี้เป็นจริงตามที่พี่สาครบอกกล่าว ทุ่งทานตะวันที่วัดเขาจีนแล (สถานที่จัดงานทุ่งทานตะวันของจังหวัดลพบุรี) ต้นดอกทานตะวันเพิ่งจะโตแค่เข่า คาดว่าในปีนี้ทุ่งทานตะวันจะบานเต็มท้องทุ่งก็คงราว ๆ กลางเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม

     หลังจากผิดหวังจากทุ่งทานตะวันวัดเขาจีนแลก็เดินทางย้อนมายังวงเวียนบ้านโคกตูมอีกครั้ง จุดหมายต่อไปคือทุ่งทานตะวันที่วัดมณีโสภณ อำเภอพัฒนานิคม จากวงเวียนบ้านโคกตูม ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปอำเภอเทพสถิตย์ เราใช้เส้นทางตรงไปอำเภอพัฒนานิคม ขับรถไปพักนึงก็จะเจอสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางเขื่อนป่าสัก + แก่งเสือเต้น (ป้ายบอกระยะทาง 27 กม) ขับรถตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะไปบรรจบกับถนนสายสระบุรี – หล่มสัก ที่เลี้ยวขวามาจากสามแยกพุแค บนถนนพหลโยธิน ซึ่งบนถนนสายนี้จะมีงานเที่ยวทุ่งทานตะวันในวันที่ 1-10 ธันวาคม ณ ทุ่งทานตะวันกิโลเมตรที่ 13 แต่ ณ วันนี้ดอกทานตะวันแถบนั้นเพิ่งจะออกดอกเล็ก ๆ พวกเราใช้เส้นทางตรงไปอำเภอพัฒนานิคม ขับรถมาถึงประมาณซอย 8 พบทุ่งทานตะวันข้างทางอีก 1 แห่ง แต่มีการขึงเชือกฟางเก็บเงินค่าบริการเข้าทุ่งคนละ 5 บาท  พวกเราไม่ได้แวะเนื่องจากยังมีความหวังที่วัดมณีโสภณ ขับรถมาถึงประมาณซอย 12  ผ่านหน้าวัดมณีโสภณ ซึ่งทุกปีจะมีทุ่งดอกทานตะวันบานสะพรั่ง ตอนแรกคิดว่าดอกทานตะวันที่นี่คงจะเบ่งบานประมาณต้นเดือนธันวาคม  ผ่านหน้าวัดสังเกตมีป้ายเชิญชวนให้ไปชมทุ่งดอกทานตะวัน ก็เลยต้องถอยหลัง (ถอยหลังอีกแล้ว) ขับรถเข้าไปในบริเวณวัดมณีโสภณ และก็ไม่ผิดหวัง  

     หลังเข้าไปสุดเขตวัดก็ต้องตะลึงกับทุ่งทานตะวันทุ่งใหญ่ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง ที่นี่พวกเราได้พบกับนักท่องเที่ยว 2 กลุ่ม (คงจะมาเที่ยวแบบเผื่อฟรุ๊คเหมือนพวกเรา)  ที่วัดได้จัดโต๊ะสูงไว้สำหรับตากล้องถ่ายภาพมุมกว้างไว้บริการในแปลงดอกทานตะวันด้วย  ทุ่งทานตะวันที่นี่จะกว้างใหญ่กว่าที่บ้านพี่สาคร และเป็นทุ่งที่ 2 ที่พวกเราได้สัมผัสความงดงามกันเต็มอิ่ม หลังเก็บภาพกันหนำใจ ก็แวะรับพร และทำบุญที่ศาลาวัดติดกับทุ่งทานตะวัน ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังอำเภอวังม่วง จุดหมายปลายทางในวันนี้ของพวกเราคือ ฟาร์มโชคชัยที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 

     เราเลือกใช้เส้นทางผ่านด้านหลังเขื่อนป่าสัก (ไม่ได้แวะเขื่อนป่าสักเนื่องจากเกรงว่าจะเข้าไปชมฟาร์มโชคชัยไม่ทันเวลาที่จองไว้)  สังเกตุทุ่งทานตะวันละแวกนั้นเพิ่งจะออกดอกตูมเล็ก ๆ ผ่านอำเภอวังม่วง ที่เคยสัมผัสท้องทุ่งเหลืองอร่ามของดอกทานตะวัน  ในวันนี้ก็ยังคงออกดอกเขียว ๆ เล็ก ๆ พวกเราคาดว่าดอกทานตะวันส่วนใหญ่จะบานประมาณ กลางเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมเป็นส่วนใหญ่  ในเส้นทางนี้ที่พวกเราคุ้นเคยก็จะผ่านอุโมงค์ต้นไม้ที่ร่มครึ้มสวยงามจากต้นกระถินป่าที่โน้มกิ่งมาปกคลุมถนนบางช่วง เข้าเขตอำเภอมวกเหล็ก ขับรถผ่านไร่องุ่นคุณมาลีก็ไม่ได้แวะ เพราะถึงเวลาเที่ยวแล้ว หลายคนบ่นหิวข้าวและอากาศร้อนมาก 

     แต่ก็ต้องลืมความหิวระยะหนึ่ง เนื่องจากเห็นป้ายข้างทางบอกว่ามีทุ่งดอกบัวตองให้ชมที่ไร่นิยมไพร ว๊าวๆๆๆๆๆ ทุ่งดอกบัวตองที่มวกเหล็ก ด้วยวิสัยที่สอดรู้สอดเห็นของพวกเราก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปพิสูจน์ ทุ่งดอกบัวตองภาคกลางมีด้วยหรือ????? จากทางแยกถนนสายเขื่อนป่าสัก – มวกเหล็ก มีถนนลูกรังเล็ก ๆ ขับขึ้นเนินเขาสูงชันเล็กน้อย ใจนึงก็สงสารรถเพราะวันนี้มาด้วยรถเก๋ง Toyota Soluna ไม่ใช่รถกะบะ Toyota Sport Rider แต่ด้วยความมั่นใจในตัวถัง GOA ของรถ Toyota บวกกับความอยากรู้อยากเห็นของกลุ่มพวกเรา ก็ตัดสินใจขับรถขึ้นเนินเขาเข้าไปในไร่ เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นหินลูกรัง (ไม่ใช่ดินนะแต่เป็นหิน) คาดว่าระยะทางจากถนนลาดยางประมาณ 3 กิโลเมตรก็ถึงทางเข้าไร่นิยมไพร ที่นั่นต้องจ่ายค่าผ่านเข้าไร่ ผู้ใหญ่10 บาท เด็ก 5 บาท  สภาพไร่ก็เป็นไร่ไม่ใหญ่มาก เส้นทางในไร่ก็เป็นถนนดินบ้าง ถนนลูกรังบ้างเป็นบางช่วง แต่ขอแนะนำว่าผู้ที่ต้องการเข้ามาในไร่ควรจะมาด้วยรถปิคอัพจะเหมาะกว่ารถเก๋ง ทุ่งดอกบัวตองที่นี่มีจริงค่ะ แต่ก็เป็นต้นเล็ก ๆ ประปรายไม่ได้ขึ้นหนาแน่นเหมือนกับทางภาคเหนือ ต้นดอกบัวตองก็ยังเล็กมาก ที่นี่น่าจะเหมาะกับผู้ที่อยากจะเห็นว่าดอกบัวตองมีลักษณะอย่างไรมากกว่าการชมความงามของทุ่งดอกบัวตอง และไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะสนุกสนานก็ตอนที่ได้ปีนป่ายขึ้นหอชมวิวในสวนนั่นแหละ

     ออกจากไร่นิยมไพรเริ่มรู้สึกหิวกันอีกแล้ว แต่ก็ยังหาร้านอาหารเหมาะ ๆ ถูกใจไม่ได้ จนกระทั่งออกถนนมิตรภาพ เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปอำเภอปากช่อง แวะรับประทานอาหารที่ร้านริมทางแก้หิว ร้านที่แวะมีป้ายชวนชิมลูกชิ้นปลากรายแต่ก็ยังไม่ถูกใจพวกเราก็เลยไม่ได้แนะนำชื่อร้าน

     เดินทางถึงฟาร์มโชคชัยประมาณบ่ายสองโมง หลังยืนยันการเข้าชมฟาร์ม แวะรับแอร์ เย็น ๆ ในร้านไอสครีมหน้าฟาร์ม เพื่อรอเวลาเข้าชมฟาร์ม บันทึกเรื่องเที่ยวเรื่องต่อไปของพวกเรา จะนำเพื่อน ๆ ไปชมกิจกรรมต่าง ๆ ในการท่องเที่ยวฟาร์มโชคชัยกันค่ะ

     คำแนะนำ โปรแกรมเที่ยวทุ่งดอกทานตะวันในปีนี้ ควรจะไปในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เนื่องจากปีนี้ฝนตกชุก ดอกทานตะวันบานช้ากว่าทุกปีค่ะ 
    อุปกรณ์เสริมที่จำเป็น ควรเตรียมเก้าอี้หรือบันไดเตี้ย ๆ สำหรับการยืนชมทุ่งทานตะวันและเก็บภาพมุมกว้างค่ะ รวมทั้งหมวก และแว่นตากันแดดด้วยนะคะ

” แอ๋ม “

ภาพซ้าย : ทุ่งทานตะวันที่ อ.วังม่วงเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 41ภาพขวา : ทางเข้าชมทุ่งทานตะวันวัดเขาจีนแล จังหวัดลพบุรี
ภาพซ้าย : กับคุณพิศตากล้องที่ไม่ค่อยได้มีรูปตัวเอง ที่ทุ่งทานตะวันหลังวัดมณีโสภณ ภาพเมื่อ 10-11-44ภาพขวา : อุโมงค์ต้นไม้ร่มรื่น บนถนนสายวังม่วง-มวกเหล็ก
ภาพซ้าย : เบื้องหลังการถ่ายภาพมุมกว้างทุ่งทานตะวัน ต้องมีอุปกรณ์เสริมค่ะภาพขวา : ปีนขึ้นหอชมวิวที่ค่ายนิยมไพร
ภาพซ้าย : ภาพมุมกว้างทุ่งทานตะวันที่วัดเขาจีนแล เมื่อปลายเดือนธันวาคม 41ภาพขวา : น้าเพ็ญ จิ๊บ + จิ๊ก กลางทุ่งทานตะวันหลังวัดมณีโสภณ ภาพเมื่อ 10-11-44
ภาพซ้าย : ภาพนี้ถ่ายใกล้ สังเกตมีผึ้งตัวน้อยด้วยค่ะ ภาพ 10-11-44ภาพขวา : ย้อนอดีตคุณลำใย ขนานแท้และดั้งเดิม…เอิ๊กๆๆๆๆๆ ( ทุ่งทานตะวันวัดเขาจีนแลปลายเดือนธันวาคม 41)
ภาพซ้าย : คุณลำใยกับรถยนต์คู่ชีพ เก็บภาพกับทุ่งทานตะวันที่วัดเขาจีนแล เมื่อปลายเดือนธันวาคม 41ภาพขวา : ดอกทานตะวันแสนสวยที่วัดเขาจีนแล เมื่อปลายเดือนธันวาคม 41
ภาพซ้าย : หลบร้อนตรงนี้ลมเย็น ขอพักหลับซักงีบภาพขวา : สองดอกนี้ก็กำลังงามแต้ ๆ ภาพเมื่อ 10-11-44
ภาพซ้าย : กลางไร่ข้าวฟ่าง อีกหนึ่งความงามของท้องทุ่ง ภาพเมื่อ 10-11-44ภาพขวา : ดอกทานตะวันกับท้องฟ้าสีเข้ม หน้าบ้านพี่สาคร อ.พระพุทธบาท ภาพเมื่อ 10-11-44
ภาพซ้าย : ภาพเต็ม ๆ ของดอกทานตะวันแสนสวย ภาพเมื่อ 10-11-44ภาพขวา : จิ๊บน้องสาวที่ร่วมตะลอนในวันนี้…แนะนำตัว
ภาพซ้าย : มาดูทุ่งดอกบัวตองทั้งที ก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย ภาพเมื่อ 10-11-44ภาพขวา : ข้าวฟ่างแปลงนี้กำลังแก่จัด รอการเก็บเกี่ยว ภาพ 10-11-44
แสดงความคิดเห็น »

สวนสุชาดา

พาเที่ยว สูดโอโซนที่วังน้ำเขียว(3) : สวนสุชาดา

http://www.facebook.com/plugins/like.php?channel_url=https%3A%2F%2Fs-static.ak.fbcdn.net%2Fconnect%2Fxd_proxy.php%3Fversion%3D3%23cb%3Df3b99162e89c666%26origin%3Dhttp%253A%252F%252Fbombik.com%252Ff193fb77284c11e%26relation%3Dparent.parent%26transport%3Dpostmessage&extended_social_context=false&href=http%3A%2F%2Fbombik.com%2Fnode%2F174%2F%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25283%2529-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2&layout=button_count&locale=en_US&node_type=1&sdk=joey&send=true&show_faces=false&width=150
พาเที่ยววังน้ำเขียวตอนที่ 3สวนสุชาดา อุทยานสมเด็จฯโต สวนเมืองพร Primo Postoต่อจากตอนที่แล้ว พาเที่ยว สูดโอโซนที่วังน้ำเขียว(2) : วิลเลจฟาร์ม ตื่นเช้ามาเจอกับหมอกที่มาทักทายกันถึงระเบียงห้อง นี่ขนาดเป็นต้นเดือนตุลาคม ยังไม่เข้าหน้าหนาวยังมีหมอกเยอะขนาดนี้

ออกมาเดินเล่นในรีสอร์ท ดูหมอกยามเช้า หมอกลงจนมองเห็นวิวได้ไม่ไกล

อาหารเช้าที่รีอสร์ทมีให้่เลือกระหว่างข้าวต้มเห็ดหอมกับ American Breakfast เราเลือกทานข้าวต้มเห็ดหอมเพราะไม่ค่อยได้เจอที่อื่น กับขนมปังปิ้ง+เนยกับแยมอีก 2 ชิ้น ชาร้อนอีก 1 แก้ว ก็ OK สำหรับมื้อเช้า เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปยังสวนสุชาดา

เดินทางประมาณ 5 นาที(หรือไม่ถึง เพราะอยู่ใกล้มาก) ก็ถึงสวนสุชาดา

สวนสุชาดา มีอะไรบ้าง นอกจากที่นี่จะเป็นที่ปลูกดอกหน้าวัวแล้ว ยังมีไร่องุ่น เป็นร้านอาหาร มีกาแฟสด และมีที่พักด้วย

ด้านหน้าจะเป็นร้านกาแฟสด และร้านอาหาร

ป้ายบอกทาง สวนองุ่น สวนมะม่วง ลิ้นจี่ ดอกหน้าวัว สวนกล้วยไม้ สวนผักเมืองหนาว แต่เท่าที่เราเห็น มีสวนกล้วยไม้ สวนองุ่น สวนดอกหน้าวัวที่ได้ดู

ลักษณะสวนจะเป็นโรงเรือนแบบที่เห็นในภาพ ด้านขวาเป็นสวนดอกหน้าวัว ด้านซ้ายเป็นสวนองุ่น

ตรงนี้จะเป็นพวกผักปลอดสาร ที่เห็นน่าจะเป็นบวบ ขึ้นอยู่ด้านนอก

ไ่ร่องุ่น

องุ่นกำลังออกเลย

สวนดอกหน้าวัว ถ้าใครอยากซื้อดอก ก็มีจำหน่ายที่ร้านค้า

ดอกหน้าวัวสีขาวแกนชมพู

ดอกหน้าวัวสีขาวแกนเหลือง

องุ่นม่วงตรงนี้น่าจะเป็นที่ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว

จะเห็นว่าส่วนที่เป็นสีเขียวจะไม่มีตาข่ายคลุม พอเป็นสีม่วงจะมีตาข่ายคลุมไว้  น่าจะกันพวกนกมาจิกกิน หรือกันคน!

น่าทานมากๆ ถ้าอยากซื้อพวกองุ่นสด ก็มีขายที่ร้านข้างๆ

พวงสีเขียว คิดว่ามันยังไม่สุกพอสุกแล้วจะเป็นสีม่วง แต่จริงๆ มันอาจจะเป็นองุ่นพันธุ์เขียว

ดอกกล้วยไม้ มีอยู่ไม่กี่ดอก

เหมือนเขาตัดดอกไปหมดแล้ว

ตัวอาคารของสวนสุชาดา วันนั้นแดดแรงร้อนมากๆ เดินได้ยังไม่สุดก็กลับก่อนเพราะเป็นไร่องุ่นกับดอกหน้าวัวคล้ายๆ กัน

อันนี้สวยดี ทำมาจากสุ่มไก่

มานั่งเล่นและถ่ายรูปกันที่อาคาร

ทาสีสวยดีจัง

ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ

ด้านข้างก็จะเป็นที่พักของสวนสุชาดา จะเป็นเรือนริมน้ำ ซึ่งสร้างอยู่ริมน้ำทุกหลัง เหมือนยังสร้างได้ไม่นานเพราะยังไม่ค่อยมีต้นไม้เท่าไหร่

บริเวณโถงที่รับแขก กาแฟสดจะอยู่ด้านซ้ายมือ

สวยดี

ตกแต่งด้วยดอกหน้าวัว

ที่นั่งจิบกาแฟ หรือพักผ่อนอ่านหนังสือ

ห้องน้ำ =.= เห็นอะไรก็ถ่ายหมด สีมันสวยดี

จากนั้นก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายต่อไปคืออุทยานสมเด็จพระพุทธาจารย์โตพรหมรังสี ใช้เส้นทาง 304 มุ่งหน้าไปปักธงชัย แล้วเลี้ยวซ้ายจนมาถึงสี่คิ้ว

บ๊าย บายวังน้ำเขียว โอกาสหน้าจะมาใหม่

ถึงแล้วอุทยานสมเด็จพระพุทธาจารย์โตพรหมรังสี เรือนกลางน้ำ เป็นที่ขายกาแฟสด

จะเดินไปนมัสการหลวงพ่อกันที่เห็นด้านหน้าโน้น

เคยมาครั้งก่อนที่เคยรีวิวไว้ที่ ไหว้พระ ที่อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ยังไม่มีดอกทานตะวันมาครั้งนี้ดอกทานตะวันบานเต็มเลย สวยดี

นมัสการหลวงพ่อ

ด้านวิหารพระพุทธไสยยาสน์ มีดอกทานตะวันเหมือนกัน

สวยดี เหมือนวิหารผุดขึ้นมากลางทุ่งดอกทานตะวัน

แบบพาโนรามา


คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

เดินเคาะระฆังไปเรื่อยๆ ครั้งที่แล้วมาแล้วไม่ได้เข้าไปด้านใน ครั้งนี้ต้องเข้า

ทำบุญซื้อทองด้านหน้า นำขึ้นมาปิดทองลูกนิมิตรและพระพุทธรูปด้านใน

จากนั้นเดินทางต่อเพื่อไปทานกลางวันที่ร้านสวนเมืองพร ซึ่งเคยรีวิวไว้แล้วที่ พากิน ร้านสวนเมืองพร ร้านอาหารวิวดี @ เขื่อนลำตะคอง

ที่สวนเมืองพรวิวดีมาก ตรงนี้มุมมหาชน

ทานอาหารกลางวัน+ชมวิวกันที่นี่

หลังจากนั้นเดินทางต่อไป Primo Posto ซึ่งมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว เคยรีวิวครั้งแรกไว้ที่ พาเที่ยว ปากช่อง กินกาแฟร้าน Primo Posto ค่าเข้า 55 บาทแลกเป็นเครื่องดื่มได้

ที่นี่สวยดี เป็นที่ถ่ายละครหลายเรื่อง

นำคูปองมาแลกไอศครีม คราวที่แล้วชาเย็นไม่ค่อยถูกใจ

ไอศครีมอร่อยดี จำชื่อไม่ได้แล้ว

ข้างในร้านอาหาร มาครั้งนี้ร้านอาหารเปิดด้วย

ด้านหลังที่เป็นสวนองุ่น ก็ยังไม่มีลูกเหมือนเดิม เหมือนมันกำลังออกดอก

จาก Primo Posto ก็ออกมาทางถนนมิตรภาพ ปากทางคือ Daily Home ก็แวะซื้อนมและโยเกิร์ตและกระหรี่ปั๊บนมสดกลับมาทาน มีเรื่องแปลกคือที่นี่ไวน์ของวิลเลจฟาร์มขายถูกกว่าที่ซื้อจากวิลเลจฟาร์มขวดละ 10 บาท สงสัยที่วิลเลจฟาร์มคิดค่าแพคเกจด้วย จากนั้นก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ

ตอนหน้าจะมารีวิวที่พัก คือบ้านวังน้ำเขีียวลอดจ์ค่ะ

อ่านตอนต่อไปคลิกเลยค่ะ

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชม Blog ของ bombik ค่ะ

Roti (alpha)thinks you may also like these:

  • ((Rotilinks for this post is not available yet))

9 comments on “พาเที่ยว สูดโอโซนที่วังน้ำเขียว(3) : สวนสุชาดา”

iDayBlog's picture
iDayBlog (visitor) said on Sat, 11/07/2009 – 09:59:
เคยไปอุทยานสมเด็จพระพุทธาจารย์โตพรหมรังสีครั้งหนึ่ง เมื่อ 5-6ปีที่แล้ว แต่ก่อนยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ได้สวยขนาดนี้เลยครับ เห็นในรูปแล้วอยากแวะไปอีกสักหนเหมือนกัน
bombik's picture
bombik said on Sun, 11/08/2009 – 22:55:
ถึงตอนนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จเลย แต่ก็สวยดีค่ะ
กว่าจะเสร็จสมบูรณ์จริงๆ คงต้องใช้เวลา
Holiday palace's picture
Holiday palace (visitor) said on Sun, 11/08/2009 – 16:04:
อยากไปจัง เสียดายปีนี้ไม่ได้ไป
sbobet's picture
sbobet (visitor) said on Sun, 11/08/2009 – 16:24:
อยากไปอยู่สักคืน
สวยติดตาเลย ประทับใจ
gclub's picture
gclub (visitor) said on Sun, 11/08/2009 – 16:27:
สวยมาก
Anonymous's picture
Anonymous (visitor) said on Sat, 01/30/2010 – 13:30:
บริษัท เรากำลังจะไปสัมมนากันอากาศก็ดีนะ ห้องพักที่สวนสุชาดาเสร็จแล้ว สวยมากแล้วจะ post รูปให้ดูนะ ประมาณเดือน ก.พ.
bombik's picture
bombik said on Wed, 02/03/2010 – 11:40:
จะรอดูรูปนะคะ ^_^
thusna's picture
thusna (visitor) said on Fri, 12/17/2010 – 20:59:
สวนสุชาดาไปเที่ยวมาแล้วสวยมากๆๆๆๆๆๆๆมีจักรยานให้ปั่นด้วย มีไร่องุ่น มีดอกหน้าวัว มีกล้วยไม้ป่า และผักปลอดสารพิษไฮโดรโปรนิกฃ์
Anonymous's picture
Anonymous (visitor) said on Tue, 12/21/2010 – 13:22:
อยากทราบเส้นทางครับ

Post new comment

Your name (required)
E-mail (required)
Homepage
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.

More information about formatting options

แสดงความคิดเห็น »

จัดสวนหน้าบ้าน

หมวดพรรณไม้ดอกไม้ประดับ
แนะนำไม้ประดับ 
ดอกลีลาวดี

            ีลาวดี 
ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดจากที่เป็นพุ่มเตี้ยแคระสูง
ประมาณ0.6 เมตร จนถึงต้นใหญ่มากอาจที่สูงได้ถึง
12 เมตร ลำต้นแผ่กิ่งก้านสาขาและพุ่มใบสวยงาม
มีน้ำยางขนสีขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่สลัดใบในฤดูแล้ง
ก่อนที่จะผลิดอกผลิใบรุ่นใหม่ชนิดและพันธุ์

ดูรายละเอียดทั้งหมด >> คลิกที่นี่

 

 

แกลอรี่รูปไม้ดอกไม้ประดับ
รวมรูปดอกชงโค
ดอกชงโค (15รูป)
ดอกสวยชุดที่1(10)
ดอกสวยชุดที่
2(10)
พุทธรักษา(10)
ครีสต์มาส(10)
ว่านสี่ทิศ
(6)
ใบสวยชุดุ6 (12)
หน้าวัว(24)

ชวนชม(20)
เบญมาศ (10)
แกลอรี่รูปสวนสวย

  รวมรูปสวนสวย สวนในบ้าน สวนน้ำ ม่านน้ำ กำแพงน้ำไหล ทางเดินชมสวน มุมพักผ่อนในสวน
สวนสวยริมบ้าน สนามหญ้า น้ำตก น้ำพุ

บทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับ
ดินสำหรับปลูกเลี้ยงไม้ประดับ
กระถางที่ไช้ไม้ประดับ
โรค แมลงและการป้องกันกำจัด
การขยายพันธุ์
การเลือกซื้อไม้ประดับ
ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับภานอกอาคาร
ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับภายในอาคาร
เมื่อต้นไม้ของคุณจะต้องเปลี่ยนกระถางแล้ว

บทความ
ทั้งหมด 42 หัวข้อ >> คลิกที่นี่

บทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับการจัดสวน
สวนสวย
สวนสวยช่วยประหยัดพลังงาน
 การจัดสวนภายในบ้านพักอาศัย

การตกแต่งบริเวณดว้ยไม้ประดับ
การออกแบบและจัดตกแต่งสวน
การใช้ไม้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน
การเลือกสีสันไม้ประดับในการจัดสวน
ปลูกไม้มงคลเสริมโชควาสนาตามปีเกิด
     บทความทั้งหมด 10 หัวข้อ  >>  คลิกที่นี่
เว็บบอร์ดไม้ประดับ

เว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับและการจัดสวนเชิญสมาชิกตั้งคำถามแบ่งปันความรู้ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ร่วมกันถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการไม้ดอกไม้ประดับ

กล้วยไม้  กล้วยไม
บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้
ไม้ดอก  ไม้ดอก
บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้ดอก
ไม้ใบ   ไม้ใบ
บอร์ดไม้ใบ,ไม้ใบประดับ
สวนสวยและการจัดสวน  สวนสวยและการจัดสวน
บอร์ดสวนสวยและการจัดสวน
ุ์
การปลูกดูแลรักษาปัญหาไม้ดอกไม้ประดับ การปลูกดูแลรักษา ปัญหา ศัตรูพืช โรค
บอร์ดการปลูกดูแลรักษา ปัญหา ศัตรูพืช โรค การขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ
พรรณไม้   พรรณไม้
บอร์ด พรรณไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ
ดอกอะไร,ต้นอะไร ดอกอะไร,ต้นอะไร
บอร์ดโพสต์ดอกไม้ต้นไม้เพื่อสอบถามชื่อ
โพสต์รูปดอกไม้ โพสต์รูปดอกไม้
เชิญเพื่อนๆสมาชิก โพสต์รูปดอกไม้ โชว์ดอกไม้สวยๆให้ชมกันครับ
ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ
เชิญเพื่อนๆ พาเที่ยว ป่าเขาลำเนาไพร ธรรมชาติ ฯลฯ
สมุนไพร สมุนไพร,พืชผักสมุนไพร
บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร
บอร์ดธรรมะ บอร์ดธรรมะ
บอร์ดธรรมะ มุมสงบของชีวิต ..
ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อน สาระความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน
อื่น อื่นๆไม่เข้าพวก
บอกต่อ แจ้งข่าว และ กระทู้นอกเรื่อง อะไรก็ได้ครับเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับแต่ไม่เข้าพวก
เว็บบอร์ดไม้ดอกไม้ประดับ ดูเว็บบอร์ดไม้ประดับออนไลน์ทั้งหมด
เว็บบอร์ดไม้ดอกไม้ประดับทุกหัวข้อ
ประกาศซื้อขายไม้ดอกไม้ประดับ
ศูนย์รวมประกาศซื้อขายไม้ดอกไม้ประดับ อุปกรณ์ตกแต่งสวน บรีการเกี่ยวกับสวน ดิน
แสดงความคิดเห็น »

สวนดอกกุหลาบ

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

กายวิภาคของกุหลาบ

กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยประเทศที่ปลูกกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกประมาณ 5,500 ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุดใน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่ เนื่องจาก อ.พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่ไม่สูงชัน และค่าจ้างแรงงานต่ำ (แรงงานต่างชาติ) การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ หมายถึงการปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก มีตำหนิจากโรคและแมลง หรือการขนส่ง อายุการปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ และบนที่สูง โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติก ในพื้นที่จำกัด มีการจัดการการผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี ใช้แรงงานที่ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี และปักแจกันได้นาน ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง) ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน) ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกุหลาบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น

[แก้] ประเภท

กุหลาบสามารถจำแนกได้หลายแบบ เช่น จำแนกตามลักษณะการเจริญเติบโต ขนาดดอก สีดอก ความสูงต้น และจำแนก ตามลักษณะของดอก เป็นต้น ในที่นี้ได้จำแนกกุหลาบเฉพาะกุหลาบตัดดอกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ทางการค้าในตลาดโลกเป็น 5 ประเภทดังนี้

  • กุหลาบดอกใหญ่ หรือ กุหลาบก้านยาว (large flowered or long stemmed roses) กุหลาบประเภทนี้เป็นกุหลาบไฮบริดที (Hybrid Tea: HT) ที่มีดอกใหญ่ แต่การดูแลรักษายาก ผลผลิตต่ำ (100-150 ดอก/ตร.ม./ปี) และอายุการปักแจกันสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกุหลาบ Floribunda มักมีก้านยาวระหว่าง 50-120 เซนติเมตร กุหลาบดอกใหญ่ได้รับความนิยมมากใน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น ซิมบับเว โมร๊อกโก ฝรั่งเศส และ อิตาลี พันธุ์กุหลาบดอกใหญ่ที่เป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศได้แก่ พันธุ์ เวก้า (Vega: แดง) , มาดาม เดลบา (Madam Delbard) , วีซ่า (Visa: แดง) , โรเท โรเซ (Rote Rose: แดง) , คารล์ เรด (Carl Red: แดง) , โซเนีย (Sonia: ชมพูส้ม) , เฟิร์สเรด (First Red: แดง) , โพรฟิตา (Prophyta: ปูนแห้ง) , บิอังกา (Bianca: ขาว) , โนเบลส (Noblesse: ชมพูส้ม) และ แกรนด์ กาลา (Grand Gala: แดง) เป็นต้น
  • กุหลาบดอกกลาง หรือ กุหลาบก้านขนาดกลาง (medium flowered or medium stemmed roses) เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ซึ่งมีลักษณะระหว่างกุหลาบดอกใหญ่ และเล็ก เป็นกุหลาบ Hybrid Tea ให้ผลผลิตสูง (150-220 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว และทนการขนส่งได้ดี ความยาวก้านระหว่าง 40-60 ซม. แหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี อิสราเอล ซิมบับเว เคนยา พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ ซาช่า (Sacha: แดง) , เมอร์ซิเดส (Mercedes: แดง) , เกเบรียล (Gabrielle: แดงสด) , คิสส์ (Kiss: ชมพู) , โกลเด้นทาม (Goldentime: เหลือง) , ซาฟารี (Safari: ส้ม) และ ซูวีเนีย (Souvenir: ม่วง) เป็นต้น
  • กุหลาบดอกเล็ก หรือ กุหลาบก้านสั้น (small flowered or short stemmed roses) เป็นกุหลาบที่ได้รับความนิยมปลูก และบริโภคกันมากในยุโรป โดยเฉพาะ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ กุหลาบก้านสั้นนี้เป็นกุหลาบ Floribunda ที่ให้ผลผลิตสูง (220-350 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว และทนต่อการขนส่งดีกว่ากุหลาบดอกใหญ่ มักมีความยาวก้านระหว่าง 30-50 เซนติเมตร แหล่งผลิตกุหลาบดอกเล็กได้แก่ประเทศ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิสราเอล และเคนยา พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ ฟริสโก (Frisco:เหลือง) , เอสกิโม (Escimo: ขาว) , โมเทรีย (Motrea: แดง) , เซอไพรซ์ (Surprise: ชมพู) , และ แลมบาด้า (Lambada: แสด) เป็นต้น
  • กุหลาบดอกช่อ (spray roses) เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ให้ผลผลิตต่ำต่อพื้นที่ (120-160 ดอกต่อตารางเมตรต่อปี) ความยาวก้านระหว่าง 40-70 ซม. มักมี 4-5 ดอกในหนึ่งช่อ และยังมีตลาดจำกัดอยู่ เช่นพันธุ์ เอวีลีน (Evelien: ชมพู) เดียดีม (Diadeem: ชมพู) และ นิกิต้า (Nikita: แดง) เป็นต้น
  • กุหลาบหนู (miniature roses) มีขนาดเล็กหรือแคระโดยธรรมชาติ ความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 1 ฟุตให้ผลผลิตสูง 450-550 ดอก/ตร.ม./ปี มีความยาวก้านดอกระหว่าง 20-30 ซม. ยังมีตลาดจำกัดอยู่ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ และอิตาลี

[แก้] สายพันธุ์

การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันจะคำนึงถึงประโยชน์ และความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับ มากกว่าการที่ดอกสวยสะดุดตาแต่เมื่อซื้อไปก็เหี่ยวทันที ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมักมีข้อพิจารณาดังนี้

  1. มีผลผลิตสูง ปัจจุบันกุหลาบดอกเล็กให้ผลผลิตสูงถึง 300 ดอก/ตร.ม./ปี
  2. อายุการปักแจกันนาน พันธุ์กุหลาบในสมัยทศวรรษที่แล้วจะบานได้เพียง 5-6 วัน ปัจจุบันกุหลาบพันธุ์ใหม่ ๆ สามารถบานได้ทนถึง 16 วัน
  3. กุหลาบที่สามารถดูดน้ำได้ดี
  4. กุหลาบที่ไม่มีหนามหรือหนามน้อยเพื่อความสะดวกในการจัดการ
  5. สี สีแดงยังคงครองตลาดอยู่ รองลงมาคือสีชมพู สีอ่อนเย็นตา และสองสีในดอกเดียวกัน
  6. กลิ่น เป็นที่เสียดายที่กุหลาบกลิ่นหอมมักไม่ทน แต่ก็มีการผสมพันธุ์กุหลาบตัดดอกกลิ่นหอมบ้าง สำหรับตลาดท้องถิ่น
  7. มีความต้านทานโรค และทนความเสียหายจากการจัดการสูง

[แก้] การขยายพันธุ์กุหลาบ

กุหลาบ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตัดชำ การตอน การติดตา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ต้นกุหลาบที่มีระบบรากที่แข็งแรง และให้ผลผลิตสูงเกษตรกรมักนิยมกุหลาบพันธุ์ดีที่ติดตาบนตอกุหลาบป่า การปลูกและการจัดการ

[แก้] สภาพที่เหมาะสมในการปลูก

พื้นที่ปลูก ควรปลูกในที่ที่ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย พีเอ็ช ประมาณ 6-6.5 และได้แสงอย่างน้อย 6 ชั่วโมง อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญของกุหลาบคือ กลางคืน 15-18 องศาเซลเซียส และกลางวัน 20-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่จะทำให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี และให้ผลผลิตสูง หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตและการออกดอกจะช้าอย่างมาก หากอุณหภูมิสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส ควรให้มีความชื้นในอากาศสูงเพื่อชลอการคายน้ำ ความชื้น ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมกับการเจริญของกุหลาบคือร้อยละ 70-80 แสง กุหลาบจะให้ผลผลิตสูง และดอกมีคุณภาพดี ถ้าความเข้มของแสงมาก และช่วงวันยาว

[แก้] การให้น้ำ และปุ๋ยกุหลาบ

[แก้] การให้น้ำ

ให้น้ำระบบน้ำหยด หรือใช้หัวพ่นน้ำระหว่างแถวปลูก อัตรา 6-7 ลิตร/ตร.ม./ วัน หรือ 49 ลิตร/ตร.ม./สัปดาห์ อาจให้ทุกวัน วันเว้นวัน หรือ 2-3 วันต่อครั้ง แล้วแต่สภาพการอุ้มน้ำของดิน อย่ารดน้ำให้ดินแฉะตลอดเวลา ควรให้ดินมีโอกาสระบายน้ำ และมีอากาศเข้าไปแทนที่บ้าง ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ หากปลูกในโรงเรือนจะต้องใช้น้ำประมาณ 78,400 ลิตร หรือ 78.4 คิวบิคเมตร ต่อไร่ น้ำที่ใช้ควรมีคุณภาพดี มี pH 5.8-6.5

[แก้] การให้ปุ๋ยก่อนปลูก

ปุ๋ยก่อนปลูกคือปุ๋ยที่ผสมกับเครื่องปลูกก่อนการปลูกพืช ซึ่งให้ประโยชน์ 2 ประการคือ

  1. ให้ธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างเพียงพอตั้งแต่เริ่มปลูก
  2. ให้ธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณมากและเพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดฤดู ซึ่งทำให้สามารถงดหรือลดการให้ปุ๋ยนั้น ๆ ได้

ระหว่างการปลูกพืชการให้ธาตุอาหารทุกชนิดแก่พืชในขณะปลูก ทำได้ลำบากเนื่องจากมีถึง 14 ธาตุ ธาตุบางชนิดจะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว บางชนิดต้องให้เพิ่มเติม หากเป็นไปได้ควรส่งดินไปตรวจเพื่อรับคำแนะนำว่าควรปรับปรุงดินได้อย่างไร ซึ่งตัวอย่างสามารถส่งไปตรวจที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ

[แก้] การให้ปุ๋ยระหว่างปลูก

[แก้] ปริมาณ และสัดส่วนของธาตุอาหาร

การให้ปุ๋ยระหว่างปลูกพืช เนื่องจากธาตุอาหารส่วนใหญ่จะมีอยู่ในดินแล้วเมื่อปลูกพืชจึงยังคงเหลือธาตุ ไนโตรเจน และโปแตสเซืยม ซึ่งจะถูกชะล้างได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องให้ปุ๋ย ทั้งสองในระหว่างที่พืชเจริญเติบโต ซึ่งการให้ปุ๋ยอาจทำได้โดยการให้พร้อมกับการให้น้ำ (fertigation)

การให้ปุ๋ยพร้อมกับน้ำสำหรับกุหลาบ หากให้ทุกวันจะให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตรเจน 160 มก./ลิตร (ppm) และหากให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ควรให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตรเจน 480 มก./ลิตร

สัดส่วนของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O) และโปแตสเซียม (K2O) สำหรับกุหลาบในระยะต่าง ๆ คือ

  1. ระยะสร้างทรงพุ่ม สัดส่วน 1 : 0.58 : 0.83
  2. ระยะให้ดอก สัดส่วน 1 : 0.5 : 0.78
  3. ระยะตัดแต่งกิ่ง สัดส่วน 1: 0.8 : 0.9

[แก้] การตัดแต่งกิ่งกุหลาบ

การดูแลกุหลาบระยะแรกหลังปลูกเมื่อตากุหลาบเริ่มแตก ควรส่งเสริมให้มีการเจริญทางใบ เพื่อการสะสมอาหาร และสร้างกิ่งกระโดง เพื่อให้ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ และก้านยาว ซึ่งทำได้ด้วยการเด็ดยอดเป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเด็ดส่วนเหนือใบสมบูรณ์ (5 ใบย่อย) ใบที่สองจากยอด เมื่อดอกมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา จากนั้นกิ่งกระโดงจะเริ่มแทงออก ซึ่งกิ่งกระโดงนี้จะเป็นโครงสร้างหลักให้ต้นกุหลาบ ที่ให้ดอกมีคุณภาพดี

การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่งกุหลาบปฏิบัติได้หลายวิธี แต่ละวิธีจะใช้หลักการที่คล้ายกัน คือตัดแต่งเพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์เพื่อการตัดดอก และเพื่อให้ได้กิ่งกระโดง (water sprout หรือ bottom break) มากขึ้น และจะรักษาใบไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ควรรักษาให้พุ่มกุหลาบโปร่ง และไม่สูงมากเกินไปนัก เพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษา และแสงที่กระทบโคนต้นกุหลาบจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงอีกด้วย การตัดแต่งกิ่งที่นิยมในปัจจุบันได้แก่การตัดแต่งกิ่งแบบ ตัดสูงและต่ำ

การตัดแต่งแบบ ตัดสูงและต่ำ (สูงและต่ำจากจุดกำเนิดของกิ่งสุดท้าย) เป็นการตัดแต่งเพื่อให้มีการผลิตดอกสม่ำเสมอทั้งปี

[แก้] โรคกุหลาบ

กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีศัตรูมากพืชหนึ่ง ดังนั้นการป้องกันและกำจัดศัตรูกุหลาบให้มีประสิทธิภาพ ผู้ปลูกควรทราบลักษณะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และวงจรชีวิตของศัตรูนั้น ๆ รวมทั้งการป้องกันกำจัด และการใช้สารเคมีให้มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่น และควรฝึกเจ้าหน้าที่ให้หมั่นตรวจแปลง และสังเกตต้นกุหลาบทุกวันจะช่วยให้พบโรคหรือแมลงในระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถกำจัดได้ง่าย ในการฉีดพ่นสารเคมีควรใช้สารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้งเพื่อให้สารนั้น ๆ แสดงประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จากนั้นนั้นควรสับเปลี่ยนกลุ่มของสารเคมีเพื่อลดการดื้อยา

  • โรคราน้ำค้าง (Downey mildew) เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Peronospora spasa ลักษณะการทำลาย อาการจะแสดงบน ใบ กิ่ง คอดอก กลีบเลี้ยง และกลีบดอก การเข้าทำลายจะจำกัดที่ส่วนอ่อน หรือส่วนยอด
  • โรคราแป้ง (Powdery mildew) เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Sphaerotheca pannosa ลักษณะการทำลาย อาการเริ่มแรกผิวใบด้านบนจะมีลักษณะนูน อวบน้ำเล็กน้อย และบริเวณนั้นมักมีสีแดง และจะสังเกตเห็นเส้นใย และอัปสปอร์ สีขาวเด่นชัดบนผิวของใบอ่อน ใบจะบิดเบี้ยว และจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยสีขาว ใบแก่อาจไม่เสียรูปแต่จะมีราแป้งเป็นวงกลม หรือรูปทรงไม่แน่นอน
  • โรคใบจุดสีดำ (black spot: Diplocarpon rosae) เป็นโรคที่พบเสมอ ๆ ในกุหลาบที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ หรือปลูกประดับอาคารบ้านเรือนเพียง 2-3 ต้น โดยมากจะเกิดกับใบล่าง ๆ อาการเริ่มแรกเป็นจุดกลมสีดำขนาดเล็กด้านบนของใบ และจะขยายใหญ่ขึ้นหากอากาศมีความชื้นสูง และผิวใบเปียก หากเป็นติดต่อกันนาน จะทำให้ใบร่วงก่อนกำหนด ต้นโทรม ใบและดอกมีขนาดเล็กลง
  • โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของไวรัส เช่น ใบด่างซีดเหลือง หรือด่างเป็นซิกแซก
  • โรคราสีเทา (botrytis: Botryotinia fuckeliana syn. Botrytis cinerea) มักพบในสภาพอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์สูง และการระบายอากาศไม่ดีพอ ดอกตูมจะเป็นจุดสีน้ำตาล และลามขยายใหญ่และเน่าแห้ง การป้องกันกำจัด เพื่อไม่ให้ดอกกุหลาบถูกฝนควรปลูกกุหลาบในโรงเรือนพลาสติก การป้องกันควรฉีดพ่นสารเคมีด้านข้างและด้านบนดอกด้วย คอปเปอร์ ไฮดร๊อกไซด์ แมนโคเซ็บ หรือ คอปเปอร์ อ๊อกซี่คลอไรด์
  • โรคกิ่งแห้งตาย (die back) เกิดจากตัดกิ่งเหนือตามากเกินไปทำให้เชื้อราเข้าทำลายกิ่งเหนือตาจนเป็นสีดำ และอาจลามลงมาทั้งกิ่งได้ ดังนั้นจึงควรตัดกิ่งเหนือตาประมาณ 1/4 นิ้ว ทำมุม 45 องศาเฉียงลง

[แก้] แมลงและไรศัตรูกุหลาบ

  1. ไรแดง (Spider mite)
  2. เพลี้ยไฟ (Thrips)
  3. หนอนเจาะสมอฝ้าย (Heliothis armigera)
  4. หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหนังเหนียว (onion cutworm: Spodoptera exigua)
  5. ด้วงกุหลาบ (rose beetle: Adoretus compressus)
  6. เพลี้ยหอย (scale insect: Aulucaspis rosae)
  7. เพลี้ยอ่อน (aphids: Macrosiphum rosae และ Myzaphis rosarum)

[แก้] การเก็บเกี่ยว

ระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวกุหลาบ คือ ตัดเมื่อดอกตูมอยู่หรือเห็นกลีบดอกเริ่มแย้ม (ยกเว้นบางสายพันธุ์) หากตัดดอกอ่อนเกินไปดอกจะไม่บาน ในฤดูร้อนควรตัดในระยะที่ยังตูมมากกว่าการตัดในฤดูหนาวเพราะดอกจะบานเร็วกว่า

[แก้] ประโยชน์

ปลูกเพื่อความสวยงาม ตกแต่งสวน เพิ่มบรรยากาศ ใช้ประดับตกแต่งบ้าน งานเลี้ยง งานแต่งงาน ปลูกเพื่อส่งดอกขาย เพื่อนำไปสกัดน้ำหอม นำไปทำเป็นส่วนประกอบของสปา เป็นต้น

[แก้] สมุดภาพ

  • Rosa canina hips.jpg
แสดงความคิดเห็น »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.